Blogs

Categories :  One day Trip Tags : วันพ่อ , พิธีล่องเรือเจ้าพระยา , พิธีลอยโคมที่เจ้าพระยา , งานวันพ่อ
2010-12-09 11:51:02, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง

รีวิววันนี้ถือเป็นรีวิวที่เร็วที่สุดของผมก็ได้ครับ เพราะพึ่งไปเก็บภาพมาหมาดๆ เมื่อคืนนี้เอง
วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี วันพ่อแห่งชาติ ถือเป็นวันแห่งความสุขของคนไทยทุกๆปี

ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษที่มีการย้ายการจัดงานจากสนามหลวงเช่นทุกปีมาที่แม่น้ำเจ้าพระยาตรงระหว่างสะพานพระปิ่นเกล้าจนถึงหน้าศิริราช

เนื่อง ด้วยภาครัฐเองต้องการให้พิธีเฉลิมฉลองในครั้งนี้จัดเพื่อให้ พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรจากโรงพยาบาลศิริราชได้และให้คนไทยทั้งประเทศได้ชม งานเฉลิมฉลองกลางสายน้ำสำคัญของกรุงเทพฯ นี้ด้วย

สำหรับผมแล้วปีนี้ ถือว่ามีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับพี่น้องคนไทยจำนวนนับ หมื่นๆคนในบริเวณปิ่นเกล้า ซึ่งปรกติผมจะไม่ได้อยู่กรุงเทพฯครับ ขึ้นเหนือทุกปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้อยู่

ผมจึงไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งนี้ร่วมกันกับงานเฉลิมฉลองของคนไทย

สามารถชมภาพทั้งหมดของที่ไปถ่ายมาได้ครับเข้าไปหน้า gallery ได้เลยที่นี้นะครับ
http://blog.one22.com/pics/onecday/father_day_2010

ไปชมภาพความประทับใจครั้งนี้ในมุมเล็กๆมุมนึงของผมกันครับ

18.00 น.

ผมมาถึงตรงบริเวณสะพานพระรามแปดในขณะที่พยายามเบียดเสียดผู้คนเพื่อขึ้นไปยังบนสะพาน
หลังจากพยายามไหลขึ้นไปจนสำเร็จด้วยปริมาณผู้คนจำนวนมากสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ครับ
คนมากจนไม่สามารถจะถ่ายอะไรติดได้เลยหลังจากไหลกลับลงมาข้างล่าง ลังเลพักนึง ตัดสินใจว่าไปลุยที่ปิ่นเกล้าครับ

ถึงปิ่นเกล้า คนไมไ่ด้น้อยกว่าเท่าไหร่นัก ลงจากมอเตอร์ไซต์จ่ายค่ารถเสร็จก็ได้ ยินเสียงพลุดังแล้วครับ
ผู้คนต่างร้องตะโกนคำว่า ทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปหมด
ผมฟังแล้วก็ทั้งตื้นตันและขนลุก...ตั้งสติได้บอกตัวเองว่ายังไมไ่ด้ถ่ายอะไรเลยเรา
ต้องเดินท่ามกลางเสียงพลุดังสนั่นทั่วฟ้าผู้คนต่างปรบมือดีใจ กันทั่วหน้า


เดินมาจนถึงถนนหน้าวิทยาลัยนาฎศิลป์ เห็นโคมล่องลอยกันแล้วผู้คนเริ่มจับกลุ่มปล่อยโคมลอยกันแล้ว เลยหยุดตั้งกล้องเก็บภาพมันตรงนี้ล่ะครับ

เสียงยินดีใกล้ๆตัวจากด้านหลังมีหญิงชายตบมือยิ่มแย้มดีใจที่ปล่อยโคมสำเร็จ
ผมหันกลับไปเก็บภาพ พลางนึกในใจไม่มีเวลา set อะไรเลยต้องกดแล้วเรา...

ภาพ หลายๆภาพดัน iso ไปสุดทาง พลางคิดในใจ noise กระจายแน่ๆแต่ยังไงก็ต้องถ่ายแล้วครับ ภาพนอกจาก  noise แล้วยังไหวอีกต่างหากขาตั้งก็ยังไม่ได้ก้างเลย ไม่ทันแล้วครับ

ภาพ ตรงหน้าที่เห็นผ่าน viewfinder คือผู้คนจำนวนมากที่เริ่มปล่อยโคมลอยขึ้นฟ้ากัน หน้าตาทุกคนมีความสุขส่งเสียงปรบมือดีใจ พร้อมกับหลายๆคนที่ยืนลุ้นว่าจะขึ้นได้หรือไม่


ระหว่างที่ลุ้นบางโคมอาจจะไม่ขึ้นบางทีมีจะหล่นใส่หัวคนข้างๆแต่ก็มีคนคอย ช่วยพยุงโคมไว้ ไม่ให้หล่น แถมคนที่จะโดนก็ไม่โกรธกันด้วย... สังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบนี้ที่ พ่อคงอยากเห็น

20.17 น.

ผม เดินต่อมาจนข้ามเข้าไปตรงถนนหน้าสะพาน ที่ตอนนี้พี่น้องชาวไทยนั่งบ้างลุกบ้างรอชมโคมชุดใหญ่ที่จะปล่อยหลัง 20.30 น. ทุกคนเฝ้ารอครับ

ผมยังหามุมที่จะวางขาตั้งลงได้ คงต้องตั้งหลักกันตรงนี้แล้วล่ะครับ

หัน ไปคุยกับพี่ทหาร ข้างๆ ถามถึงกำหนดการต่างๆ จึงได้รู้ว่า โคมๆรอบๆตัวพี่ทหารกลุ่มนี้คือโคมสำรองที่รอแจกจ่ายกับประชาชนที่มารอชมอยู่ ตอนนี้

20.30 น.เศษๆ

ไม่ นานเวลาที่รอคอยก็มาถึง สำหรับคนที่อยู่บริเวณสะพานนี้จะไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดในแม่น้ำแต่อย่างใด ครับ เพราะห่างจากแม่น้ำพอสมควร มีเพียงพี่ทหารกลุ่มนี้ที่เริ่มแจกจ่ายกับประชาชนแล้วใ้ห้ช่วยกันเตรียมจุด โคมกัน

อึด ใจสัญญานการจุดก็มาถึง พลุถูกยิงขึ้นฟ้าเป็นระยะพร้อมเสียงแซ่ซ้องดังไปทั่วว่าทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปทั่วจริงๆครับ ใครมาอยู่ด้วยกันคงสัมผัสได้ถึงพลังที่ส่งต่อถึงกันได้อย่างดี

ตอนนี้ โคมก็เริ่มลอยจากบนสะพานแล้วครับ เป็นภาพที่แทบชีวิตนี้ไม่รู้จะหาชมได้อีกไหมจริงๆ

ฝูง โคมลอยเบียดเสียดขึ้นไปบนฟ้า ผมไม่รู้จะบรรยายให้เห็นภาพได้ไงนะครับ รู้แต่ว่านิ้วที่กดชัตเตอร์ รัวไม่หยุดเลย กล้องทุกตัวต่างจับจ้องไปบนท้องฟ้า

ข้างๆก็มีเสียงเฮลั่นไปทั่ว เพราะโคมที่ได้รับมาเริ่มทยอยจุดและเริ่มลอยจากตรงหน้าผมนี้เอง

มีน้องๆนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่มาร่วมงาน ต่างโห่ร้องปรบมือกับความสำเร็จตรงหน้าที่ร่วมกันจุดโคมให้ลอยขึ้นไปได้

เสียงเฮครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ทุกครั้งที่โคมที่ร่วมใจกันจุดลอยขึ้นไป เป็นสาย เห็นแล้วตะลึงจริงๆครับ

ก่อนจะเดินจากจุดนี้ไปต่อจับภาพโคมใกล้ไว้ได้


หลัง เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ ผู้คนสามารถขึ้นสะพานไปได้แล้วทหารเลิกกั้น
ปล่อยให้ประชาชนไหลกันขึ้นสะพานไป ภาพผู้่คนที่หลั่งไหลกันขึ้นไปบนสะพาน
เป็นภาพที่คงหาชมไม่ได้อีกแล้วสำหรับผม
มองไปตามแนวสะพานหาพื้นไม่เจอเลยครับ

ไหล จนมาได้กลางๆสะพานคิดว่า คงต้องปักหลักแล้วครับ ผมเลือกมาทางด้านสะพานพระราม 8 ด้วยอยากเก็บภาพตึกที่ฉายภาพและเก็บภาพเรือที่ยังคงมีอยู่ในแม่น้ำ


ภาพเรือและตึกที่ตอนนี้ยังมีแสงสีลายธงชาติฉายอยู่

เรือจากเจ้าหน้าก็เตรียมพร้อม เผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ด้านล่างสะพาน


เสียดายที่ขึ้นมาไม่ทันนะครับ ตอนนี้กองเรือเริ่มทยอยแล่นกลับแล้ว แต่ก็ยังส่งลำแสงยิงขึ้นฟ้าไปตลอดทาง



และ ผมเองก็ได้เวลากลับแล้วเช่นกัน ภาพความประทับใจครั้งนี้ คงตราอยู่ในใจไปแสนนานครับ กองเรือต่างๆยังคงยิงแสงออกมาให้ผู้คนได้ชื่นชมเป็นการสั่งลา


ก่อนจากกับภาพสะพานพระรามแปดยามค่ำคืนพิเศษอีกภาพครับ


ขอลาทุกๆคนด้วยภาพโคมลอยส่งท้าย กันครับ  ค่ำคืนที่ผ่านมาคนไทยทั้งประเทศคงมีความสุขกันทั่วหน้า 

ขอจบรีวิวแสนประทับใจของผมเอง ที่คงจะเก็บภาพในใจเช่นวันวานนี้ไปอีกแสนนาน ... 

รู้สึก ว่าบุญของชีวิตนี้แล้วที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระโพธิสมภาณขององค์พ่อหลวงของเรา 

ขอเป็นประชาชนที่จงรักภักดีกับพ่อหลวงไปตลอดตราบชีวิตจะหาไม่ 

และ อยากจะเห็นรอยแย้มพระสรวลของพระองค์

เช่นวันพ่อปีนี้อีกทุกๆปีตราบนานเท่านาน   

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"

 

ภาพถ่ายทั้งหมดสามารถชมกันได้ที่นี้นะครับ
http://blog.one22.com/pics/relax/north/bokluaview_resort

รีวิววันนี้พาคุณๆไปไกลถึงเมืองน่านให้สมกับเป็นรีวิวที่พักรับลมหนาวแรกของ one22
จะพาคุณๆ ลึกเข้าไปยังหนึ่งเดียวในอำเภอบ่อเกลือ
ที่นี้เป็นที่พักแห่งสุดท้ายของทริบฮันนีมูนของผมตั้งแต่ปีก่อน กว่าจะมาได้มาเล่าก็ครบปีพอดิบพอดี ^0^

ออกตัวนิดนึงนะครับ จะเล่าเรื่อยๆมาเรียงๆที่อาจจะไม่ตรงกับภาพนัก ขอเปลี่ยน Feel ซักหน่อย

ครั้งแรกที่เรารู้จักที่นี้ ต้องขอบคุณพี่จิบ มาเรีย ณ ไกลบ้าน แห่ง blueplanet ครับ
จากรีวิวที่ พี่เที่ยวกับครอบครัว ตะเวณเที่ยวซะเกือบทั่วเมืองเหนือ ในหน้าร้อน (เก๋สุดๆ) แล้วผมก็ขอฮุบไอเดียแกบางส่วนมาใช้ซะ (^ o ^ )

ภาพถ่ายในรีวิวพี่เค้าครั้งนั้น เป็นที่มาให้เราทั้งคู่คุยกันและแน่นอนเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า เรา(เธอ) จะไปพักที่นี้ล่ะสำหรับฮันนีมูนวันสุดท้าย

ภาพขุนเขาและทะเลหมอก บนยอดดอยภูคา แม้จะสวยและดูเหมือนไม่ต่างจากขุนเขาอื่นๆในละแวกเดียวกันของภาคเหนือ
ผมว่าก็ยังมีอะไรบางอย่างชวนค้นหา และยินดีจะเดินทางมาค้นหามันด้วยตัวเอง

หลังจากตะเวณเที่ยว ไปทั่วตั้งแต่
เชียงใหม่
ไปแม่ฮ่องสอนพักที่ ปางมะผ้า, ปาย
วกกลับมานอนริมน้ำที่ ลำปาง
สุดท้ายเรามาจบที่ น่าน ครับ

มาถึงที่พักสุดท้ายของทริบ เป็นที่นี้นั้นเอง ที่ บ่อเกลือวิว รีสอร์ท ชื่อที่พักบอกทุกอย่าง แล้วอำเภอนี้ก็มีดีที่เกลือซะด้วยสิ

หลังจากขับรถวกวนได้ระดับน้องๆ ปาย เราก็มาถึงที่พักสุดท้ายของฮันนีมูนทริบ
ระหว่างทางวิวขุนเขาสองข้างทาง สวยงามจริงๆ เดี๋ยวไว้จะเล่าอีกทีตอนพาเที่ยวน่านนะครับ

ที่พักอยู่บนเนินเขา หันหน้ารับแสงอรุณรุ่งช่วงเช้า ผมคิดว่าเช้าวันรุ่งคงได้ออกมาเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ...
แต่ใครจะรู้พอเ้ช้ามาถึงจริงๆกับไม่เป็นงั้นครับ เดี๋ยวเล่าให้ฟังตอนท้ายนะ

ที่พักวิวดีและที่สำคัญธรรมชาติพิสุทธิ์รอบตัวที่ใครมาก็สัมผัสได้

วันที่ผมไปถึงได้เจอกับกองถ่ายทำหนัง 9 วัด (ฉายไปแล้ว)เป็นวันสุดท้ายของการเก็บกองกลับ
หลังจากมาซุ่มถ่ายทำกันที่บ่อเกลือนี้ร่วมเดือน จนคุณ ทวน เจ้าของยังบอกในสายกับเราว่า
ถ้ามาเร็วกว่านี้ คงไม่มีห้องพักให้แน่ๆเลยเพราะทั้งกองถ่ายเหมาหมดรีสอร์ทครับ

ตอนที่ไปถึงค่อนข้างจะเข้าเย็นๆ ผมเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ ติดใจทุ่งนาขั้นบันไดครับ ไปเห็นที่บาหลีมา
เค้ามีเราก็มีเช่นกัน ถึงแม้ว่าปัจจุบันคุณทวนจะไม่มีการปลูกข้าวเองแล้ว

แต่ก็ยังมีแปลงปลูกผักที่ผักที่นี้ทั้งหมดที่เราทานก็มาจากมือแกเนี่ยละครับ

ผมเพลิดเพลินกับการเก็บภาพจนเย็นย่ำ จึงกลับไปที่ห้องเรา ดูแล้วก็ถูกใจตอนจองบอก พี่เค้าไว้ว่าขอห้องที่วิวดีๆนะครับเลยได้ห้องนี้มา

เนื่องจากห้องเราเป็นห้อง เบอร์ 1 จะปลีกวิเวกออกมาจากคนอื่น ได้ความเป็นส่วนตัวสุดๆเลยครับ

มาดูห้องพักกันบ้างครับ ห้องพักใหญ่และกว้างดีทีเดียว ตกแต่งประยุกต์ด้วยวัสดุพื้นเมืองผสมกับของตกแต่งตามแบบฉบับทางเหนือ
อุปกรณ์ทุกอย่างดูครบครับ จะขาดอยู่บ้างก็ ทีวี (ใครติดละครกัน ยอมอดซักคืนสองคืนเถอะครับ เตรียมหนังสือดีๆบวกกาแฟร้อนๆ ได้ที่เอนกายเลยล่ะครับ)
แอร์นี้ไม่ต้ิองเปิดเลยครับ กลางคืนผมนอนใส่เสื้อกันหนาวและได้ผ้าห่มหนาๆของที่นี้อุ่นหลับสบายเลย

ห้องน้ำใช้สีสันตัดกับภายนอกแม้จะฉาบด้วยปูนแต่พื้นที่เป็นหินทรายก็เข้ากันได้ดีครับ มีน้ำร้อนน้ำเย็นให้ อาบอุ่นสบายๆ

มุมเก๋ในห้องน้ำตกแต่งไว้เรียบๆแต่ก็เท่ดีครับ คุณทวนนอกจากเป็นเชฟมือฉมังแล้ว ไอเดียการตกแต่งห้องพักต่างๆก็มาจากแกเช่นกัน หลายๆอย่างในที่พักมีรายละเอียดและน่าสนใจ

พูดถึงคุณทวนแล้วก็อดชื่นชมในความกล้า ของแกไม่ได้ครับ
หลายๆคนคงเคยอ่านรีวิวที่ บ่อเกลือนี้มาบ้างแล้ว
แต่ผมขอเล่าเท้าความแบบย่อๆอีกนิด ...
ในความกล้าคิดกล้าทำของพี่เค้ากันครับ


พี่เค้าเป็นคนน่านครับ แต่เช่นเดียวกับคนหนุ่มหลายๆคน
ที่ต้องทิ้งบ้านเกิด มาสู้ชีวิตหาช่องทางวางตัวในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ


จนคุณทวนทำงานเป็นเชพในโรงแรมระดับห้าดาว...
ก่อนที่บางสิ่งในตัวแกเรียกร้องให้กลับมาทำกิจการเล็กๆ ของตัวเองที่น่าน
โดยมีหุ้นส่วนที่สนิทและไว้วางใจในตัวพี่เค้าร่วมลงทุนด้วยกัน

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ บ่อเกลือ วิว รีสอร์ท ผ่านร้อนหนาวมาหลายฤดูทีเดียวครับ
ผมเองชื่นชมพี่เค้าที่กล้าทิ้งเมืองหลวง และความศิวิไลซ์ ที่แสนคุ้นเคย มาเดินตามหาความฝันของตัวเอง
แม้ฝันนั้นจะพาแกมาอยู่กลางป่าเขานี้ได้ ขอคาราวะด้วยใจครับ พี่ ( ^_^ )

อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยเราเดินไปทานมื้อค่ำที่ Pongza Restaurant ร้านอาหารชื่อเก๋หนึ่งเดียวของที่นี้


ที่นี้กว้างและวิวงาม เนื่องจากปลูกสร้างอยู่บนไหล่เขา ด้านหน้าหันเข้าภูเขาวิวตรงหน้าบริเวณร้านอาหารจึงงามทีเดียว


ห้องอาหารที่นี้แน่นอน เชพจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พี่เค้าเองที่จะคุมอาหารทุกอย่างด้วยตัวเอง
อาหารจึงออกมาหน้าตาและรสชาติดีอย่าบอกใคร

หน้าตาอาหารก็ประมาณนี้เลยเป็นยำอะไรซํกอย่างจำชื่อไมไ่ด้ขออภัยครับ อาหารแต่ละอย่างชื่อไม่คุ้นแต่กินแล้วกลับคุ้นลิ้นมากๆ

รสชาติไม่ได้น้อยหน้าโรงแรมดังๆแต่อย่างใด สมกับที่เป็นเชพระดับโรงแรมห้าดาวมาปรุงให้
อาหารธรรมดาก็ทำให้มันพิเศษได้ด้วยรสชาติ เสียดายไมไ่ด้ถ่ายมาหมดครับ หิวจนลืมเลย >_<

ค่ำคืนแรกนี้ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องๆ พนักงานหลายคนของที่นี้ หลังจากเค้าพอมีเวลาว่างจากการรับรองแขกแล้ว
พนักงานหลายๆคนยังเรียนหนังสืออยู่ ผมถามบางคนว่าไม่เหงากันเหรอ มาอยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้
ทุกคนก็บอกชอบที่ไม่วุ่นวาย และพี่ทวนก็เป็นพี่ที่ดี ให้ความเป็นกันเอง ช่วยเหลือดูแลกันเหมือนพี่ชายมากกว่าจะแสดงตัวเป็นเจ้าของ
ฟังแล้วดีใจแทนคุณทวนครับ

ผมนั่งซึมซับบรรยากาศและอากาศหนาวๆได้ไม่นานคนข้างๆก็สะกิดให้ไปนอนครับ
เพราะเช้าวันพรุ่งนี้จะต้องตื่นมาถ่ายภาพพระอาิทิตย์ยามเช้าอย่างที่ตั้งใจไว้

----------------------------------

5.25 น นาฬิกาในมือถือร้องเตือนให้ผมต้องดีดตัวเองลุกขึ้นมาจากเตียง เอาน้ำลูบหน้าหมาดๆเสร็จก็เดินไปเปิดประตู
ยังไม่ทันแง้มประตูห้องออกดี ไอหนาวก็มุดแทรกเข้ามาปะทะกับตัว จนต้องถอยกลับมาใส่เสื้อกันหนาวอีกตัวครับ
คราวนี้พร้อมแล้ว มองออกไป...


โอ้ว วว มองอะไรไม่เห็นเลย เพราะที่เห็นเป็นสีขาวขุ่นๆไปทั่ว
หมอกหนามากๆ เรียกว่าจากจุดที่เรายืนอยู่ออกไป  ไม่กี่เมตรก็แทบไม่เห็นอะไรเลย

ถ้าคุณเป็นคนรักและชอบหมอกละก็หนนี้คุณๆจะได้สัมผัส เรียกว่าใกล้จนแทบสูดมันเข้าไปในปอดได้เลย
และถ้าหมอกสามารถจับต้องได้นะครับ คงสามารถจับมาปั้นๆเป็นก้อนให้ได้รูปทรงดั่งใจเรา

ผมเดินฝ่าหมอกไปเรื่อยๆใจก็คิดว่าแบบนี้ฉันจะถ่ายอะไรติดไหมน้อ

รอเวลาจนหกโมงกว่า ภาพแรกที่ผมถ่ายมาก็เป็นอย่างที่คุณๆได้เห็นกัน
สำหรับใครหลายๆคนที่เคยเห็นทะเลหมอกกัน
เคยสงสัยเหมือนผมไหมครับ ว่าเรามองไกลๆนะสวยจริง แต่คนที่เค้าอยู่ตรงนั้นจะเป็นยังไง


บัดนี้ผมได้คำตอบแล้วครับ คือ....มองไม่เห็นอะไรเลยจ้าาาา ( >0< ) มันขาวโผนไปโหม้ดเลยยย

รออยู่จนสายๆแดดส่องแล้ว แสงเช้าพอทะลุทะลวง ออกมาให้เราได้เห็นด้านล่างเป็นลำธารใส สวยงามดีจริงๆ

หลังรู้ตัวว่าทำอะไรไมไ่ด้แล้ว ก็เดินกลับเข้าห้องเพื่อเตรียมตัวมาทานอาหารเช้าครับ

เช้านี้อาหารจะเป็น บุฟเฟ่ห์ ไว้ให้เราเลือกทานครับ ผัดหมี่นี้อร่อยดี มันมีรสชาติของกระเทียมที่ผมชอบอยู่ด้วย ข้าวต้มเห็นกระเทียมไหมครับ ลอยเต็มเลย ^ o ^ เจริญอาหารเป็นพิเศษ


ที่ติดใจสุดๆ ก็เป็นขนมใส่ไส้ที่อร่อยมาก ไส้ก็ไม่เหมือนที่เราเคยกินกัน
บอกไม่ถูกครับว่าใส่ไส้อะไรมา จะสังขยาก็ไม่เชิง กล้วยน่ะไม่ใช่แน่ๆ
แต่อร่อยดี รวมๆอาหารอร่อยสมชื่อเชฟทวนจริงๆ

ผมตบท้ายด้วยน้ำชื่อแปลก มัลเบอรี่ ราคาน่าคบมากๆ

ไม่ทราบจริงๆครับ ว่ามันคือลูกอะไรแต่ได้สั่งเป็นแบบปั่นไป จนเค้าปั่นๆออกมาเป็นแก้วนี้ออกมา
รสชาติอร่อยหวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย อร่อยมากอีกแล้วล่ะครับ

สายๆแล้วแต่แดดออกเต็มที่ ผมยังตามเก็บภาพรอบๆของที่นี้
ดอกไม้ใบไม้ น้ำค้างยังคงเกาะบนใบหญ้า เวลาอยู่กรุงเทพฯ หญ้าก็แบบเดียวกัน น้ำค้างก็อาจจะมีคล้ายๆ

แต่ไหมความรู้สึกกับไม่เหมือนกันซะเลย

สงสัยเราจะเรื่องมากไปแน่ๆ คิดแล้วก็ขำหึหึอยู่คนเดียว รู้แต่ว่าอยากเก็บภาพสวยงามตรงหน้าไว้นานๆ

หลังจากนี้เราเก็บของเพื่อลงไปเที่ยวในตัวหมู่บ้านด้านล่างกันต่อ
ไปเพื่อชม อีกสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของคนทั้งหมู่บ้าน ที่ทุกๆคนเฝ้าดูแลสืบต่อมานานแสนนานนับเป็นร้อยๆปี
เรียกว่าก่อนจะตั้งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงด้วยซ้ำ จะเ็ป็นอะไรโปรดติดตามตอนหน้าครับ


สำหรับที่พักแสนงามแห่งนี้คงอยู่ในใจไปอีกนานครับ
ประทับใจมาก ...ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ....ธรรมชาติที่ห่างหายไปนานสำหรับผม
ณ.วันที่เขียนอยู่นี้แม้จะผ่านมาครบปีพอดี แต่เหมือนมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

ยังอยากกลับไปอีกครั้ง ถือเป็นที่พักประทับใจ แม้ไม่หรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไม่ครบถ้วนทุกอย่าง
แต่กับเราทั้งคู่คงจะจำความรู้สึกดีๆนี้ไว้อีกนานครับ

แล้วพบกับรีวิวทริบหน้า พาเที่ยวน่านกันแบบทั่วๆครับ ไม่นานเกินรอ...

---------------------------------------------------------------

View Larger Map
แผนที่จากอำเภอเมืองไปถึงบ่อเกลือครับ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์นะครับ http://www.bokluaview.com/
เบอร์ติดต่อ ครับ 054-778140 ,081 809 6392

header_korat1

(Entry นี้ในทีแรกอยากเขียนแนะนำให้คนมีโอกาสได้ไปเที่ยวโคราชกันเยอะๆครับ ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมเขียนเก็บไว้เผื่อจะมีประโยชน์กับใครหลายๆคนที่ ชื่นชอบภูเขาและสายน้ำอย่างโคราช แต่ อย่างที่ทราบกันดีครับว่าโคราชคือจังหวัดแรกที่ได้รับผลกระทบจากอุทกกภัย ครั้งล่าสุด พี่น้องคนไทยได้รับผลกระทบครั้งนี้มากมายจนตอนนี้ล่าสุดลงไปถึงภาคใต้กัน แล้ว

แต่ ด้วยเจตนาที่ผมคิดว่าทุกอย่างย่อมมีทางออกในไม่ช้าฟ้าหลังฝนต้องงดงามจึงคิด ว่าบทความนี้ในวันที่น้ำลด ในวันที่โคราชกลับมาเป็นดั่งเดิม เจตนาของผมที่ตั้งไว้แต่แรกคงจะช่วยให้เราๆทุกคนกลับไป อุดหนุนพี่น้องคนไทยด้วยกันอีกครั้งครับ ขออุทิศบทความนี้ให้กับพี่น้องและชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลจากอุทกกระภัยน้ำ ท่อมครั้งนี้ให้ปลอดภัยทุกคนนะครับ )

One22 อยากพาคุณๆมาพบกับ ตอนพิเศษที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำมานานพอสมควรแล้วครับ
เป็นตอนรวมทริบของ One22 เอง ที่ไปเที่ยวมาในช่วง 2 ปีนี้กับย่านเขาใหญ่ โคราช
เพราะคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์กับใครหลายๆคน ที่ติดตามกันมานานแล้ว
ที่สำคัญ สำหรับเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งขุนเขาและสายฝนแสนชุ่มช่ำกันทั้งเดือน
ในช่วงฤดูนี้ จึงเหมาะสมกับการเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล

ทำให้รีวิวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
กลายเป็นการแนะนำ ที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ที่โคราชทั้งหมดครับ

ภาพทั้งหมดหนนี้เยอะมากเป็นพิเศษนะครับ เพราะแยกแต่ละทีไว้ด้วยตามชมทั้งหมดได้ที่นี้ครับ
http://blog.one22.com/pics/one-day-trips/korat_trip1

อย่างที่บอกครับ ทุกที่ๆนำมาเล่า
ผมมีโอกาสไปมาตลอด 2 ปีโดยแยกเป็น ที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ตาม concept ของ blog นี้ให้ได้อ่านกัน
จะมีซ้ำกับที่แนะนำไปแล้วบ้าง แต่ก็มีที่เก็บไว้ยังไมไ่ด้ได้เล่าด้วย เอาว่าน่าจะช่วยให้คุณๆหลายคนได้ประโยชน์กันบ้างล่ะน่า

เริ่มกันที่ที่เที่ยวกันก่อนนะครับ  บอกกันก่อนครับที่เที่ยวผมส่วนใหญ่จะนำพาไปเรื่องที่กินด้วย

Handneramitr

ร้านน่าแวะแห่งแรก กับร้านฮิพๆน่าแวะช้อปฯกันอีกที่และผมพึ่งแนะนำกันไปหมาดๆไม่นานนี้ กับ "Handneramitr"    อ่านรีวิวแฮนด์เนรมิตกันได้ที่นี้ครับ

ร้านขายของฝากที่ระลึกของย่านปากช่องร้านที่ไม่ใหญ่โตใดๆแต่รวมของกิ๊บเก๋ไว้มากมาย จนได้ลงหนังสือแนะนำท่องเที่ยวไปบ้างแล้ว

ร้านเล็กๆแห่งนี้เริ่มที่คนหนุ่มคนหนึ่งอย่าง คุณก้อง ที่หนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่กลับไปทำตามฝันของตัวที่บ้านเกิด

ร้านแฮนด์เนรมิตนี้ มีของขายหลายย่างตั้งแต่ เสื้อยืด, พวงกุญแจ,เข็มกลัด,สมุดบันทึก,กล่องไม้ขีด,จิปาถะรวมถึงเครื่องดื่มชา กาแฟ
เป้าหมายของร้านเล็กๆแห่งนี้อยากให้คนหันกลับมาพัฒนาย่านปากช่องให้คนรู้จักให้ได้ ตัวร้านอาจจะหายากหน่อยนะครับ


แผนที่จาก handneramitr  กดที่รูปดูขยายนะครับเข้าไปดูรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี้  http://handneramitr.multiply.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

บ้านไม้ชายน้ำ

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น เบอร์ติดต่อ 0-4431-4236,08-1660-2826

มาทางย่านปากช่องต้องไม่พลาดร้านอาหารดังย่านนี้ อย่าง "บ้านไม้ชายน้ำ"

ร้านอาหารชื่อดังที่ถ้ามากันช่วงหยุดยาวๆล่ะก็หมดสิทธิ์เข้าร้านกันเลย

เพราะเด็กโบกรถของร้านจะบอกคุณทันทีที่เข้าไปว่า "พี่ครับโต๊ะเต็มแล้วครับ เข้าไปอาจจะต้องรอคิวนานมากนะครับ"

ฟังแบบนี้ก็ต้องเลี้ยวรถกันออกล่ะครับ

ผมเองก็ต้องกลับไปวันหยุดธรรมดาถึงจะมีโอกาสได้เข้าไปลิ้มรสอาหารครับ แต่ก็ไม่ผิดหวังเลย รสชาติของอาหารถือว่าสมคำร่ำลือ

ทั้งแกงป่าลูกชิ้นปลากราย ที่รสชาติแซ่บอย่าบอกใคร

เห็ดหอมผัดพริกไทยดำที่อร่อยสุดๆ

รวมถึงเมนูอื่นๆอีกมากมายที่ผมเองสั่งมาลิ้มลองได้ไหมหมด เรีกยว่าชื่อเสียงร้านนี้ที่ได้มา ไม่ใช่คำคุยครับ

ผมยืนยันได้ทั้งอาหารและบรรยากาศที่อยากให้คุณๆได้ลองไปสัมผัสกันดูครับ

ที่สำคัญร้านนี้มีการตกแต่งในสไตล์ retro ย้อนยุคของไทยๆเรา

ประดับประดาไปด้วยสินค้ามากมายที่ทำให้ใครหลายๆคนนึกไปถึง วัยเด็กของตัวเองแน่ๆ

แต่อย่างที่บอกไป จะไปต้องเผื่อเวลาเยอะๆหน่อยนะครับไม่งั้นจะหงุดหงิดแน่ๆเลย

mapของร้านนะครับ ได้จาก เว็บไซต์ของร้านอีกเช่นกัน ตามชมรายละเอียดกันได้ที่ www.banmaichaynam.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Primo Posto

เปิดให้บริการในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (Long Weekend)
วันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น. วันเสาร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น. วันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.
(ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะปิดให้บริการเวลา 21.00 น.)

วันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดกับวันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น
ติดกับวันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.

ไปกันต่อกับที่เที่ยวสุดฮิบและฮิตติดลมบนกันแล้วมานานหลายปีอย่าง "Primo Posto" ครับ กดอ่านรีวิวprimo postoได้ที่นี้ครับ

ชื่อนี้มีดีที่เสน่ห์ของสถานที่และการตกแต่ง การสร้างอาคารสไตล์ชนบทอิตาลีโบราณ โดดเด่นด้วยสีสันจากอาคารปูนหยาบๆทาทับด้วยสีเข้มๆตัดกันไปมา

ทั้งดูเด่น และสวยแปลกตามากมาย ชวนตกหลุมรักสถานที่นี้กันได้ไม่ยากเลยครับ

แม้แรกจะหาทางไปกันลำบากเพราะไม่ได้อยู่ติดริมถนนธนรัชต์ เหมือนหลายๆที่แต่สุดท้ายด้วยมนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง

และขุนเขากับไร่องุ่นแสนสวย ที่วางตัดอยู่ด้านหลังทำให้อาคารแห่งนี้ เด่นจนหัวกระไดบ้านไม่แห้งเลยทีเดียว

แม้จะเปิดเพียงแค่ วันหยุดและวันหยุดนขตฤกษ์ คนก็ยังไปเข้าคิวซื้อบัตรเข้าไปชิมและชมบรรยากาศร้านอาหาร ไวน์และไอศครีมแห่งขุนเขาแห่งนี้ตลอดมาครับ

แม้แต่การถ่าย prewedding สำหรับที่นี้ก็ถูกใช้รับรองคู่วิวาห์มาก็หลายสิบหรือเป็นร้อยคู่แล้วก็เป็นได้ครับ

แผนที่จากเว็บไซต์ primoครับ  มีบอกร้านและที่เที่ยวอื่นๆใกล้ๆกันไว้ด้วยนะครับ เว็บไซต์ครับ www.primo-posto.net/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Palio New walking street shopping center

เปิดบริการทุกวันครับ :วันอาทิตย์ ถึง วันจันทร์ เปิดให้บริการเวลา 10.00 - 20.00 น. วันศุกร์ วันเสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้บริการเวลา 10.00 - 22.00 น.

ต่อกันด้วยถือเป็นฝาแฝดกันกับ Primo ครับเพราะแม้จะเกิดทีหลังเค้า
แต่ก็เกิดมาแบบผู้มีอันจะกินจริงๆ เรียกว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ว่าได้กับ "Palio"

สไตล์การตกแต่งเหมือนถอดแบบเดียวกันทุกอย่างแต่ยิ่งใหญ่กว่าด้วยทั้งขนาดของสถานที่และำทำเลครับ
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดริมถนนธนรัชต์ เส้นที่มุ่งหน้าไปเขาใหญ่นั้นละครับ อยู่ติดชิดริมจุลดิศเขาใหญ่เลย


อย่างที่บอกครับแม้จะเกิดที่หลัง Primo แต่ก็เปรี้ยงป้างน่าดู

กับพื้นที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นแหล่งรวมสินค้าแนวๆ ของกระจุกกระจิกจากชิ้นเล็กไปจนถึงของตกแต่งบ้านเก๋ หลากสไตล์

รวมทั้งร้านขายสินค้าหลายประเภท เช่น ของแต่งบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ งาน Design ต่าง ๆ ภายใต้ Concept และของกินมากมาย รวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่ตกแต่งเป็นเมืองอิตาลีเมืองหนึ่งได้เลยครับ

ผมแวะไปตั้งแต่เพิ่งเปิดใหม่ๆขนาดสถานที่ยังสร้างกันไม่เสร็จดีคนก็แวะอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่งเลยทีเดียว


ร้านรวงมากมายที่แข่งกันตกแต่งร้านของตัวเองให้น่าสนใจมากที่สุดเพราะ
นอกจากสินค้าแล้วตัวสถานที่ก็เป็นจุดขายที่คนต้องแวะมาถ่ายภาพ เดินเล่นกันเสียมากครับ

ความแปลกและแตกต่างแบบนี้ล่ะครับทำให้ที่นี้ฮิตติดลมบนในเวลาอันรวดเร็ว แล้วครับ จำได้ว่าตอนแวะไปครั้งที่ 2 ช่วงบ่ายๆแทบหาที่จอดรถไม่ได้เลยครับแนะนำว่าถ้าใครจะไปเดินถ่ายรูปกันละก็ ช่วงสายๆเป็นดีที่สุดนะครับ

map ของ palio ครับจากเว็บไซต์ของที่นี้และก็เผื่อแผ่ไปถึงที่เที่ยวแทบทั้งหมดที่ผมเอามาฝากกันด้วยขอบคุณ palio ครับ http://www.palio-khaoyai.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ครัวเขาใหญ่

เปิดเวลา:09.00-20.00 น. ในวันธรรมดา , 09.00-22.00 น. ในวันเสาร์และอาทิตย์ เบอร์โทรศัพท์ :044-297-138

มาถึงย่านนี้แวะไปที่กินกันบ้างครับ ที่กินย่านเขาใหญ่เยอะแยะจริงๆ มีอาหารหลายแบบมากครับ ทั้งอเมริกัน,อาหารไทย, เม็กซิกัน, อีสานบ้านเฮา เยอะแยะไปหมดครับ ผมขอเลือกที่ตัวเองอยากไปเก็บภาพและน่าแวะเที่ยวแวะชิมด้วยคือได้กินทั้ง บรรยากาศและอาหารไปพร้อมๆกันครับ

เริ่มกันที่ "ร้านครัวเขาใหญ่ " ครับ ร้านนี้การตกแต่งแสนจะธรรมดาเรียบๆไม่ได้สวยเก๋สู้ร้านย่านเดียวกันไม่ได้เลยแต่จุดขายของร้านอยู่ที่อาหารไทยและอีสาน

แต่ด้วยรสชาติและเสียงร่ำลือเรื่องอาหารทำให้ร้านนี้ แน่นทุกๆเสาร์-อาทิตย์ที่แวะไปกันเลยบางครั้งต้องยืนรอเก็บโต๊ะกันยังมี

ถ้าคุณๆขับรถผ่านจะเห็นแถวๆหน้าร้านจะอุดมไปด้วยรถยนต์มากมายจองเรียงรายกันอยู่หน้าร้าน

ที่สำคัญเพราะความดังของร้านทำให้เกิดทำเลค้าขาย กับชาวบ้านรอบๆที่นำสินค้ามาวางขายแถวๆร้านเกิดรายได้กับชาวบ้านย่านนี้เป็น อย่างดีครับ
ไก่ทอดนี้ก็มาจากหน้าร้านเค้าเลยอร่อยมากๆครับ

อาหารที่ถือว่าใครมาไม่สั่งถือว่ามาไม่ถึงครับกับเมนู แฮมทอด ทั้งแบบสันนอกและสันใน ที่เค้าทำยังไงไม่รู้ให้เนื้อติดซี่โครงนี้หอมและรสชาติดีจริงๆ กินแล้วก็อยากกินต่ออีก

หรืออย่างส้มตำทอดรสชาติแซ่บอีหลีจริงๆ กินแกล้มกับผักสดอร่อยอย่าบอกใคร

อาหารที่นี้เน้นรสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทยเป็นอย่างดี  ผมไปที่ไรสั่งเป็นคู่กินกับแฮมตลอดเลยครับ หลายๆคนเลยหิ้วกลับบ้านเป็นกิโลยังมี

แกงป่าที่นี้ก็อร่อยมากครับ เสียดายไมไ่ด้ถ่ายภาพเก็บไว้มาทีไร ประสานช้อนกันในชามทุกทีสิน่า ^_^


ผมพยายามหาแผนที่ของที่นี้แต่เพราะร้านยังไม่มีเว็บไซต์  ค้นไปค้นมาจนเจอ ที่อาหมู (xebec) จากห้อง blueplanet ได้ทำไว้ให้
และแชร์ให้ได้ดูกันแถมยังมีร้านอาหารเด่นๆแทบทั้งหมดตั้งแต่มวกเหล็กจนถึง เขาใหญ่ไว้ด้วย ผมขออนุญาตินำมาลงไว้นะครับ  จากกระทู้นี้นะครับ
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/11/D7208075/D7208075.html

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Terano Restuarant

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. เบอร์ติดต่อ 0837735500

ร้านต่อมาครับบอกตามตรงอยู่ไม่ไกลจากprimoครับร้านอยูบนถนนเส้นเดียวกัน ร้าน "Terano" เป็นร้านบรรยากาศดีอีกร้านทั้งทำเลที่ตั้ง วิวภูเขาสวยๆด้านหลังร้าน

แถมด้วยอาหารร้านอาหารที่เน้นขายอาหารสไตล์อิตาลีอีกแห่ง จะว่าไปสงสัยยุโรปกับเขาใหญ่คงมีอะไรคล้ายๆกันเยอะอยู่จึงมีร้านรวงมาเปิด ตกแต่งไว้มากมาย

ร้านสีขาวสีนวลตา ตัดกับปูนสีสดดูเด่นยิ่งถ้าเราเข้าไปในร้านด้วยแล้วเป็นร้านอาหารตกแต่งสไตล์อิตาลีที่ดูดีมาก

วิวภูเขาด้านหลังเหมาะกับการมานั่งชมบรรยากาศจิบเครื่องดื่ม ชา กาแฟดีๆได้เลย หรือถ้ามาตอนกลางวันสั่งพาสต้าหรือสปาเก็ตตี้หน้าต่างๆ พร้อมจิบไวน์ไปด้วยก็ไมเลวทีเดียว

ราคาไม่ถูกนักแต่แลกกันกับบรรยากาศสวยการตกแต่งดีๆซักมื้อก็ไม่เลวครับ

ผมเองตอนไปไมไ่ด้สั่งอาหารทานเพราะกินมาอิ่มต็มคราบจากครัวเขาใหญ่แล้ว จึงสั่งแต่เครื่องดื่มนั่งเสพวิว แสนชิวแทน นับเป็นอีกร้านที่น่ามาลองกันครับ
map ของที่นี้เลื่อนขึ้นไปดูได้จาก palio ที่ใจดีลงไว้ให้ด้วยเช่นกันครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Khaoyaiwinery & PB Valley

เปิดบริการ อาทิตย์ – พฤหัสบดี  : 10.00 - 20.00 hrs. ศุกร์ – เสาร์ และช่วงวันหยุดยาว : 10.00 - 22.00 hrs. เบอร์ติดต่อ 0-3622-6415-7

ตามมาอีกที่ด้วยเป็นทั้งไร่องุ่นและร้านอาหารน่าแวะอีกแห่งของโคราชเค้าเลยครับ กับ "PB Valley"

ไร่แห่งนี้มีดีที่ไร่องุ่นและไวน์รสเลิศอยู่บนที่ดินเขาใหญ่นับพันไร่

ที่ถ้าคุณมาเที่ยวย่านนี้บ่อยๆจะเห็นหลายๆรีสอร์ทมีไวน์ของที่นี้เสริฟ ด้วย ชื่อเสียงของทีนี้จึงนำผมมาแวะเที่ยว

เส้นทางที่มาก็ต่อเนื่องกับ Terano นั้นเองครับขับต่อมาอีกพักใหญ่ก็จะเจอป้ายบอกทางมาไร่ครับ

จุดเด่นของ pb นอกจากไร่องุ่นและไวน์แล้วยังมีร้านอาหารบรรยากาศดีน่านั่งยังมีอาหารทั้งไทยและเทศแบบนานานาชาติให้ได้ลิ้มลองกัน

มีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมฟาร์มและไร่ได้จนได้รับรางวัล Tourism Awards 2008 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น
โครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทีเดียว และถ้าติดใจกันจริงๆยังมีที่พักวิวงามๆให้ได้ลองเป็นชาวไร่กันด้วย

ที่พักที่นี้ก็เก๋เหลือกำลังทั้งสไตล์และการดูแล ผมเองมีโอกาสแวะไปไม่มากนักที่ติดใจคือที่พักครับ
บ้านที่นี้มีอยู่สองแบบแบที่ผมได้เก็บภาพมาฝากกันเรียกว่า "The Great Hornbill Nest"


ความเก๋ของบ้านพักนี้เท่จริงๆกับบ้านทรงโดมสีขาวคล้ายกระโจม อินเดียนเเดง ตัดกับไร่สีเขียวสวยดีทีเดียวครับ
อยู่ท่ามกลางไร่องุ่นและสวนเกษตรของทางไร่ บรรยากาศหน้าหนาวน่าจะดีครับ ใครไปพักมาแชร์ให้กันดูน่าจะดีครับ

map จากเว็บไซต์ของ pbvalley นะครับคลิกที่ภาพเพื่อดูชัดๆได้เลยครับ  www.khaoyaiwinery.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Granmonte estate & Vincotto

เปิดทุกวัน เวลา 11.00-20.00 น.เบอร์ติดต่อ 036227334,036227335,0819008282

และร้านสุดท้ายที่ผมอยากแนะนำให้ได้รู้จักกันคือ ร้าน "Vincotto Restaurant" เป็นร้านอาหารบรรยากาศดีเป็นส่วนนึงของ ไร่องุ่น "Granmonte"

อยู่บนเส้นทางเดียวกันที่เข้าไปในเขาใหญ่ เช่นกัน วิ่งเส้นทางเข้าจากถนนธนรัตช์ เช่นเดียวกันได้ครับ

ไร่องุ่นแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาช้านานไม่แพ้ PB Valley เช่นกันที่ผมติดใจจริงๆก็คื่อร้านอาหารสไตล์ Home cooking

ที่นี่เน้นอาหารสไตล์ยุโรบอย่าง Vincotto ที่มีทั้งไวน์ และอาหารฝรั่งหลากหลายให้เราได้ชิมกัน

ตอนเข้าไปผมเลือกจะชิมน้ำองุ่นรสดีและ

ของหวาน ติดใจมากครับ รสชาติเค้าดีจริงๆ


เสียดายไม่ได้สั่งอาหารมาลองดูเห็นเค้าแนะนำสปาเก็ตตี้รสชาติดี และผมก็อิ่มจากร้านก่อนหน้าแล้วเลยอดชิมไป

เข้ามาในร้านก็ต้องติดใจกับบรรยากาศที่นี้ที่ร่มรื่นดีทีเดียว ภายในร้าน ตกแต่งสีสันสดใสดูสบายๆน่านั่งด้วยแล้ว สาวๆน่าจะชอบได้ไม่อยาก

ส่วนที่ผมติดใจจริงๆจะเป็นตรง ริมสระบัว บรรยากาศชิวเหลือเกินเลยจริงๆ บรรยากาศในไร่ก็ดี กับทิวไร่องุ่นสุดสายตาดูกว้างขวาง มีจุดให้เราเก็บภาพได้หลายมุมทีเดียว

รวมถึงร้านขายของที่ระลึกอย่าง "Montino" ที่นำผลิตภัณฑ์ของไร่มาจำหน่ายครับ
ใครอยากลองไปสัมผัสไม่ยากเช่นกัน

สำหรับ map ได้มาจาก เว็บไซต์เช่นกันครับ www.granmonte.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

outlet village khao yai

ปิดท้ายด้วยแหล่งช้อปปิ้งแหล่งใหญ่ที่อยู่คู่เขาใหญ่และโคราชมานานแล้ว เรียกว่าถ้าคุณเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ และพักผ่อนในรีสอร์ทจนประทับใจกันแล้ว
ขากลับถ้าตังเหลือคงต้องแวะมาละลายทรัพย์ก่อนกลับกันที่นี้ "outlet village khao yai"


ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งแหล่งใหญ่
ที่รวมสินค้าแฟชั่นมากมายที่สุดแห่งนึงของโคราชไว้ที่นี้ครับ

สิ่งที่เด่นก็ตรงสีสันของอาคารทุกหลังที่สดใสจริงๆ ดูยังไงก็เด่นสะดุดตาครับ

ส่วนใหญ่คนที่แวะไปมักจะเป็นตอนขากลับเพราะตัว outlet เองตั้งอยู่ฝั่งด้านขากลับเข้ากรุงเทพฯ
เวลาขับรถผ่านคนส่วนใหญ่ก็ต้องแวะเที่ยวแวะช้อปปิ้งกันก่อนกลับทั้งนั้น
ผมเองแวะแทบทุกครั้งแต่ก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเท่าไหร่ครับ เพราะตังหมดก่อนทุกทีสิน่า

เส้นทางการเดินทางไม่ยากเลยครับติดชิดถนนเส้นหลักขากลับดูกันได้ที่เว็บไซต์ครับ http://outletmallthailand.com/dt_khaoyai/khaoyai_outlet.html

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับตอนแรกนี้ที่แนะนำร้านค้าและที่เที่ยวกันก่อน
ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ไปมาแล้วเก็บมาฝากกันหวังว่าน่าจะช่วยให้คุณๆท่องเที่ยวย่านฮิตอย่างโคราชกันได้บ้าง
อาจจะไม่ครบครันทั้งหมดเพราะผมเน้นที่ๆตัวเองไปสัมผัสมาแล้วจริงๆ เท่านั้น
ยังมีที่แวะเที่ยวแวะกินอีกมากเหลือเกินสำหรับย่านโคราชที่ยังรอให้เราๆไปสัมผัสกันเป็นไปได้จะตามไปเก็บมาเล่ากันอีกแน่นอนครับ
ตอนหน้าจะเน้นไปเป็นที่พักกันบ้างครับยังไงไม่นานนี้นะครับโปรดติดตามตอน 2 ได้ครับ

ขอปิดท้ายที่เบอร์ติดต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยภิบัติจากน้ำ ท่วมนะครับ ตอนนี้ถึงแม้จะมีบางพื้นที่ๆคลี่คลายไปบ้างแล้วแต่ ก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ดีครับ ติดต่อได้ตามนี้เลยนะครับ

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถาม ประสานงานเหตุอุทกภัย

- ศูนย์กลางช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร 1784

- ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องการความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม โทร.1555 และ 0 2248 5115 ตลอด 24 ชั่วโมง

- ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย จ.นครราชสีมา โทร 044-342-652 ถึง 4 และ 044-342-570 ถึง 7

- ประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ โทรฟรี 1669 หรือ 02-591-9769 ตลอด 24 ชั่วโมง

- สอบถามเส้นทางรถไฟ และเวลาเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร 1690

- สอบถามสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา โทร 02-398-9830

- กฟภ.ตั้งศูนย์ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 นครราชสีมา โทร.044214334-5 หรือ CallCenter1129

- สอบถามน้ำท่วม ถ.มิตรภาพ ที่แขวงการทางต่าง ๆ ได้ที่โทร 044-242047 ต่อ 21, 044-212200, 037-211098, 036-461422, 036-211105 ต่อ 24

ขอบคุณเว็บไซต์ข่าวจาก  www.truelife.com สามารถตามอ่านข่าวความคืบหน้าน้ำท่วมจุดต่างๆได้ ที่นี้นะครับ

http://newsreport.truelife.com/blog2/entry/20850

2010-11-04 13:58:16, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง

header_korat1

(Entry นี้ในทีแรกอยากเขียนแนะนำให้คนมีโอกาสได้ไปเที่ยวโคราชกันเยอะๆครับ ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมเขียนเก็บไว้เผื่อจะมีประโยชน์กับใครหลายๆคนที่ ชื่นชอบภูเขาและสายน้ำอย่างโคราช แต่ อย่างที่ทราบกันดีครับว่าโคราชคือจังหวัดแรกที่ได้รับผลกระทบจากอุทกกภัย ครั้งล่าสุด พี่น้องคนไทยได้รับผลกระทบครั้งนี้มากมายจนตอนนี้ล่าสุดลงไปถึงภาคใต้กัน แล้ว

แต่ ด้วยเจตนาที่ผมคิดว่าทุกอย่างย่อมมีทางออกในไม่ช้าฟ้าหลังฝนต้องงดงามจึงคิด ว่าบทความนี้ในวันที่น้ำลด ในวันที่โคราชกลับมาเป็นดั่งเดิม เจตนาของผมที่ตั้งไว้แต่แรกคงจะช่วยให้เราๆทุกคนกลับไป อุดหนุนพี่น้องคนไทยด้วยกันอีกครั้งครับ ขออุทิศบทความนี้ให้กับพี่น้องและชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลจากอุทกกระภัยน้ำ ท่อมครั้งนี้ให้ปลอดภัยทุกคนนะครับ )

One22 อยากพาคุณๆมาพบกับ ตอนพิเศษที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำมานานพอสมควรแล้วครับ
เป็นตอนรวมทริบของ One22 เอง ที่ไปเที่ยวมาในช่วง 2 ปีนี้กับย่านเขาใหญ่ โคราช
เพราะคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์กับใครหลายๆคน ที่ติดตามกันมานานแล้ว
ที่สำคัญ สำหรับเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งขุนเขาและสายฝนแสนชุ่มช่ำกันทั้งเดือน
ในช่วงฤดูนี้ จึงเหมาะสมกับการเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล

ทำให้รีวิวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
กลายเป็นการแนะนำ ที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ที่โคราชทั้งหมดครับ

ภาพทั้งหมดหนนี้เยอะมากเป็นพิเศษนะครับ เพราะแยกแต่ละทีไว้ด้วยตามชมทั้งหมดได้ที่นี้ครับ
http://blog.one22.com/pics/one-day-trips/korat_trip1

อย่างที่บอกครับ ทุกที่ๆนำมาเล่า
ผมมีโอกาสไปมาตลอด 2 ปีโดยแยกเป็น ที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ตาม concept ของ blog นี้ให้ได้อ่านกัน
จะมีซ้ำกับที่แนะนำไปแล้วบ้าง แต่ก็มีที่เก็บไว้ยังไมไ่ด้ได้เล่าด้วย เอาว่าน่าจะช่วยให้คุณๆหลายคนได้ประโยชน์กันบ้างล่ะน่า

เริ่มกันที่ที่เที่ยวกันก่อนนะครับ  บอกกันก่อนครับที่เที่ยวผมส่วนใหญ่จะนำพาไปเรื่องที่กินด้วย

Handneramitr

ร้านน่าแวะแห่งแรก กับร้านฮิพๆน่าแวะช้อปฯกันอีกที่และผมพึ่งแนะนำกันไปหมาดๆไม่นานนี้ กับ "Handneramitr"    อ่านรีวิวแฮนด์เนรมิตกันได้ที่นี้ครับ

ร้านขายของฝากที่ระลึกของย่านปากช่องร้านที่ไม่ใหญ่โตใดๆแต่รวมของกิ๊บเก๋ไว้มากมาย จนได้ลงหนังสือแนะนำท่องเที่ยวไปบ้างแล้ว

ร้านเล็กๆแห่งนี้เริ่มที่คนหนุ่มคนหนึ่งอย่าง คุณก้อง ที่หนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่กลับไปทำตามฝันของตัวที่บ้านเกิด

ร้านแฮนด์เนรมิตนี้ มีของขายหลายย่างตั้งแต่ เสื้อยืด, พวงกุญแจ,เข็มกลัด,สมุดบันทึก,กล่องไม้ขีด,จิปาถะรวมถึงเครื่องดื่มชา กาแฟ
เป้าหมายของร้านเล็กๆแห่งนี้อยากให้คนหันกลับมาพัฒนาย่านปากช่องให้คนรู้จักให้ได้ ตัวร้านอาจจะหายากหน่อยนะครับ


แผนที่จาก handneramitr  กดที่รูปดูขยายนะครับเข้าไปดูรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี้  http://handneramitr.multiply.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

บ้านไม้ชายน้ำ

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น เบอร์ติดต่อ 0-4431-4236,08-1660-2826

มาทางย่านปากช่องต้องไม่พลาดร้านอาหารดังย่านนี้ อย่าง "บ้านไม้ชายน้ำ"

ร้านอาหารชื่อดังที่ถ้ามากันช่วงหยุดยาวๆล่ะก็หมดสิทธิ์เข้าร้านกันเลย

เพราะเด็กโบกรถของร้านจะบอกคุณทันทีที่เข้าไปว่า "พี่ครับโต๊ะเต็มแล้วครับ เข้าไปอาจจะต้องรอคิวนานมากนะครับ"

ฟังแบบนี้ก็ต้องเลี้ยวรถกันออกล่ะครับ

ผมเองก็ต้องกลับไปวันหยุดธรรมดาถึงจะมีโอกาสได้เข้าไปลิ้มรสอาหารครับ แต่ก็ไม่ผิดหวังเลย รสชาติของอาหารถือว่าสมคำร่ำลือ

ทั้งแกงป่าลูกชิ้นปลากราย ที่รสชาติแซ่บอย่าบอกใคร

เห็ดหอมผัดพริกไทยดำที่อร่อยสุดๆ

รวมถึงเมนูอื่นๆอีกมากมายที่ผมเองสั่งมาลิ้มลองได้ไหมหมด เรีกยว่าชื่อเสียงร้านนี้ที่ได้มา ไม่ใช่คำคุยครับ

ผมยืนยันได้ทั้งอาหารและบรรยากาศที่อยากให้คุณๆได้ลองไปสัมผัสกันดูครับ

ที่สำคัญร้านนี้มีการตกแต่งในสไตล์ retro ย้อนยุคของไทยๆเรา

ประดับประดาไปด้วยสินค้ามากมายที่ทำให้ใครหลายๆคนนึกไปถึง วัยเด็กของตัวเองแน่ๆ

แต่อย่างที่บอกไป จะไปต้องเผื่อเวลาเยอะๆหน่อยนะครับไม่งั้นจะหงุดหงิดแน่ๆเลย

mapของร้านนะครับ ได้จาก เว็บไซต์ของร้านอีกเช่นกัน ตามชมรายละเอียดกันได้ที่ www.banmaichaynam.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Primo Posto

เปิดให้บริการในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (Long Weekend)
วันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น. วันเสาร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น. วันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.
(ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะปิดให้บริการเวลา 21.00 น.)

วันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดกับวันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น
ติดกับวันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.

ไปกันต่อกับที่เที่ยวสุดฮิบและฮิตติดลมบนกันแล้วมานานหลายปีอย่าง "Primo Posto" ครับ กดอ่านรีวิวprimo postoได้ที่นี้ครับ

ชื่อนี้มีดีที่เสน่ห์ของสถานที่และการตกแต่ง การสร้างอาคารสไตล์ชนบทอิตาลีโบราณ โดดเด่นด้วยสีสันจากอาคารปูนหยาบๆทาทับด้วยสีเข้มๆตัดกันไปมา

ทั้งดูเด่น และสวยแปลกตามากมาย ชวนตกหลุมรักสถานที่นี้กันได้ไม่ยากเลยครับ

แม้แรกจะหาทางไปกันลำบากเพราะไม่ได้อยู่ติดริมถนนธนรัชต์ เหมือนหลายๆที่แต่สุดท้ายด้วยมนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง

และขุนเขากับไร่องุ่นแสนสวย ที่วางตัดอยู่ด้านหลังทำให้อาคารแห่งนี้ เด่นจนหัวกระไดบ้านไม่แห้งเลยทีเดียว

แม้จะเปิดเพียงแค่ วันหยุดและวันหยุดนขตฤกษ์ คนก็ยังไปเข้าคิวซื้อบัตรเข้าไปชิมและชมบรรยากาศร้านอาหาร ไวน์และไอศครีมแห่งขุนเขาแห่งนี้ตลอดมาครับ

แม้แต่การถ่าย prewedding สำหรับที่นี้ก็ถูกใช้รับรองคู่วิวาห์มาก็หลายสิบหรือเป็นร้อยคู่แล้วก็เป็นได้ครับ

แผนที่จากเว็บไซต์ primoครับ  มีบอกร้านและที่เที่ยวอื่นๆใกล้ๆกันไว้ด้วยนะครับ เว็บไซต์ครับ www.primo-posto.net/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Palio New walking street shopping center

เปิดบริการทุกวันครับ :วันอาทิตย์ ถึง วันจันทร์ เปิดให้บริการเวลา 10.00 - 20.00 น. วันศุกร์ วันเสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้บริการเวลา 10.00 - 22.00 น.

ต่อกันด้วยถือเป็นฝาแฝดกันกับ Primo ครับเพราะแม้จะเกิดทีหลังเค้า
แต่ก็เกิดมาแบบผู้มีอันจะกินจริงๆ เรียกว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ว่าได้กับ "Palio"

สไตล์การตกแต่งเหมือนถอดแบบเดียวกันทุกอย่างแต่ยิ่งใหญ่กว่าด้วยทั้งขนาดของสถานที่และำทำเลครับ
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดริมถนนธนรัชต์ เส้นที่มุ่งหน้าไปเขาใหญ่นั้นละครับ อยู่ติดชิดริมจุลดิศเขาใหญ่เลย


อย่างที่บอกครับแม้จะเกิดที่หลัง Primo แต่ก็เปรี้ยงป้างน่าดู

กับพื้นที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นแหล่งรวมสินค้าแนวๆ ของกระจุกกระจิกจากชิ้นเล็กไปจนถึงของตกแต่งบ้านเก๋ หลากสไตล์

รวมทั้งร้านขายสินค้าหลายประเภท เช่น ของแต่งบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ งาน Design ต่าง ๆ ภายใต้ Concept และของกินมากมาย รวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่ตกแต่งเป็นเมืองอิตาลีเมืองหนึ่งได้เลยครับ

ผมแวะไปตั้งแต่เพิ่งเปิดใหม่ๆขนาดสถานที่ยังสร้างกันไม่เสร็จดีคนก็แวะอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่งเลยทีเดียว


ร้านรวงมากมายที่แข่งกันตกแต่งร้านของตัวเองให้น่าสนใจมากที่สุดเพราะ
นอกจากสินค้าแล้วตัวสถานที่ก็เป็นจุดขายที่คนต้องแวะมาถ่ายภาพ เดินเล่นกันเสียมากครับ

ความแปลกและแตกต่างแบบนี้ล่ะครับทำให้ที่นี้ฮิตติดลมบนในเวลาอันรวดเร็ว แล้วครับ จำได้ว่าตอนแวะไปครั้งที่ 2 ช่วงบ่ายๆแทบหาที่จอดรถไม่ได้เลยครับแนะนำว่าถ้าใครจะไปเดินถ่ายรูปกันละก็ ช่วงสายๆเป็นดีที่สุดนะครับ

map ของ palio ครับจากเว็บไซต์ของที่นี้และก็เผื่อแผ่ไปถึงที่เที่ยวแทบทั้งหมดที่ผมเอามาฝากกันด้วยขอบคุณ palio ครับ http://www.palio-khaoyai.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ครัวเขาใหญ่

เปิดเวลา:09.00-20.00 น. ในวันธรรมดา , 09.00-22.00 น. ในวันเสาร์และอาทิตย์ เบอร์โทรศัพท์ :044-297-138

มาถึงย่านนี้แวะไปที่กินกันบ้างครับ ที่กินย่านเขาใหญ่เยอะแยะจริงๆ มีอาหารหลายแบบมากครับ ทั้งอเมริกัน,อาหารไทย, เม็กซิกัน, อีสานบ้านเฮา เยอะแยะไปหมดครับ ผมขอเลือกที่ตัวเองอยากไปเก็บภาพและน่าแวะเที่ยวแวะชิมด้วยคือได้กินทั้ง บรรยากาศและอาหารไปพร้อมๆกันครับ

เริ่มกันที่ "ร้านครัวเขาใหญ่ " ครับ ร้านนี้การตกแต่งแสนจะธรรมดาเรียบๆไม่ได้สวยเก๋สู้ร้านย่านเดียวกันไม่ได้เลยแต่จุดขายของร้านอยู่ที่อาหารไทยและอีสาน

แต่ด้วยรสชาติและเสียงร่ำลือเรื่องอาหารทำให้ร้านนี้ แน่นทุกๆเสาร์-อาทิตย์ที่แวะไปกันเลยบางครั้งต้องยืนรอเก็บโต๊ะกันยังมี

ถ้าคุณๆขับรถผ่านจะเห็นแถวๆหน้าร้านจะอุดมไปด้วยรถยนต์มากมายจองเรียงรายกันอยู่หน้าร้าน

ที่สำคัญเพราะความดังของร้านทำให้เกิดทำเลค้าขาย กับชาวบ้านรอบๆที่นำสินค้ามาวางขายแถวๆร้านเกิดรายได้กับชาวบ้านย่านนี้เป็น อย่างดีครับ
ไก่ทอดนี้ก็มาจากหน้าร้านเค้าเลยอร่อยมากๆครับ

อาหารที่ถือว่าใครมาไม่สั่งถือว่ามาไม่ถึงครับกับเมนู แฮมทอด ทั้งแบบสันนอกและสันใน ที่เค้าทำยังไงไม่รู้ให้เนื้อติดซี่โครงนี้หอมและรสชาติดีจริงๆ กินแล้วก็อยากกินต่ออีก

หรืออย่างส้มตำทอดรสชาติแซ่บอีหลีจริงๆ กินแกล้มกับผักสดอร่อยอย่าบอกใคร

อาหารที่นี้เน้นรสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทยเป็นอย่างดี  ผมไปที่ไรสั่งเป็นคู่กินกับแฮมตลอดเลยครับ หลายๆคนเลยหิ้วกลับบ้านเป็นกิโลยังมี

แกงป่าที่นี้ก็อร่อยมากครับ เสียดายไมไ่ด้ถ่ายภาพเก็บไว้มาทีไร ประสานช้อนกันในชามทุกทีสิน่า ^_^


ผมพยายามหาแผนที่ของที่นี้แต่เพราะร้านยังไม่มีเว็บไซต์  ค้นไปค้นมาจนเจอ ที่อาหมู (xebec) จากห้อง blueplanet ได้ทำไว้ให้
และแชร์ให้ได้ดูกันแถมยังมีร้านอาหารเด่นๆแทบทั้งหมดตั้งแต่มวกเหล็กจนถึง เขาใหญ่ไว้ด้วย ผมขออนุญาตินำมาลงไว้นะครับ  จากกระทู้นี้นะครับ
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/11/D7208075/D7208075.html

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Terano Restuarant

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. เบอร์ติดต่อ 0837735500

ร้านต่อมาครับบอกตามตรงอยู่ไม่ไกลจากprimoครับร้านอยูบนถนนเส้นเดียวกัน ร้าน "Terano" เป็นร้านบรรยากาศดีอีกร้านทั้งทำเลที่ตั้ง วิวภูเขาสวยๆด้านหลังร้าน

แถมด้วยอาหารร้านอาหารที่เน้นขายอาหารสไตล์อิตาลีอีกแห่ง จะว่าไปสงสัยยุโรปกับเขาใหญ่คงมีอะไรคล้ายๆกันเยอะอยู่จึงมีร้านรวงมาเปิด ตกแต่งไว้มากมาย

ร้านสีขาวสีนวลตา ตัดกับปูนสีสดดูเด่นยิ่งถ้าเราเข้าไปในร้านด้วยแล้วเป็นร้านอาหารตกแต่งสไตล์อิตาลีที่ดูดีมาก

วิวภูเขาด้านหลังเหมาะกับการมานั่งชมบรรยากาศจิบเครื่องดื่ม ชา กาแฟดีๆได้เลย หรือถ้ามาตอนกลางวันสั่งพาสต้าหรือสปาเก็ตตี้หน้าต่างๆ พร้อมจิบไวน์ไปด้วยก็ไมเลวทีเดียว

ราคาไม่ถูกนักแต่แลกกันกับบรรยากาศสวยการตกแต่งดีๆซักมื้อก็ไม่เลวครับ

ผมเองตอนไปไมไ่ด้สั่งอาหารทานเพราะกินมาอิ่มต็มคราบจากครัวเขาใหญ่แล้ว จึงสั่งแต่เครื่องดื่มนั่งเสพวิว แสนชิวแทน นับเป็นอีกร้านที่น่ามาลองกันครับ
map ของที่นี้เลื่อนขึ้นไปดูได้จาก palio ที่ใจดีลงไว้ให้ด้วยเช่นกันครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Khaoyaiwinery & PB Valley

เปิดบริการ อาทิตย์ – พฤหัสบดี  : 10.00 - 20.00 hrs. ศุกร์ – เสาร์ และช่วงวันหยุดยาว : 10.00 - 22.00 hrs. เบอร์ติดต่อ 0-3622-6415-7

ตามมาอีกที่ด้วยเป็นทั้งไร่องุ่นและร้านอาหารน่าแวะอีกแห่งของโคราชเค้าเลยครับ กับ "PB Valley"

ไร่แห่งนี้มีดีที่ไร่องุ่นและไวน์รสเลิศอยู่บนที่ดินเขาใหญ่นับพันไร่

ที่ถ้าคุณมาเที่ยวย่านนี้บ่อยๆจะเห็นหลายๆรีสอร์ทมีไวน์ของที่นี้เสริฟ ด้วย ชื่อเสียงของทีนี้จึงนำผมมาแวะเที่ยว

เส้นทางที่มาก็ต่อเนื่องกับ Terano นั้นเองครับขับต่อมาอีกพักใหญ่ก็จะเจอป้ายบอกทางมาไร่ครับ

จุดเด่นของ pb นอกจากไร่องุ่นและไวน์แล้วยังมีร้านอาหารบรรยากาศดีน่านั่งยังมีอาหารทั้งไทยและเทศแบบนานานาชาติให้ได้ลิ้มลองกัน

มีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมฟาร์มและไร่ได้จนได้รับรางวัล Tourism Awards 2008 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น
โครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทีเดียว และถ้าติดใจกันจริงๆยังมีที่พักวิวงามๆให้ได้ลองเป็นชาวไร่กันด้วย

ที่พักที่นี้ก็เก๋เหลือกำลังทั้งสไตล์และการดูแล ผมเองมีโอกาสแวะไปไม่มากนักที่ติดใจคือที่พักครับ
บ้านที่นี้มีอยู่สองแบบแบที่ผมได้เก็บภาพมาฝากกันเรียกว่า "The Great Hornbill Nest"


ความเก๋ของบ้านพักนี้เท่จริงๆกับบ้านทรงโดมสีขาวคล้ายกระโจม อินเดียนเเดง ตัดกับไร่สีเขียวสวยดีทีเดียวครับ
อยู่ท่ามกลางไร่องุ่นและสวนเกษตรของทางไร่ บรรยากาศหน้าหนาวน่าจะดีครับ ใครไปพักมาแชร์ให้กันดูน่าจะดีครับ

map จากเว็บไซต์ของ pbvalley นะครับคลิกที่ภาพเพื่อดูชัดๆได้เลยครับ  www.khaoyaiwinery.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

Granmonte estate & Vincotto

เปิดทุกวัน เวลา 11.00-20.00 น.เบอร์ติดต่อ 036227334,036227335,0819008282

และร้านสุดท้ายที่ผมอยากแนะนำให้ได้รู้จักกันคือ ร้าน "Vincotto Restaurant" เป็นร้านอาหารบรรยากาศดีเป็นส่วนนึงของ ไร่องุ่น "Granmonte"

อยู่บนเส้นทางเดียวกันที่เข้าไปในเขาใหญ่ เช่นกัน วิ่งเส้นทางเข้าจากถนนธนรัตช์ เช่นเดียวกันได้ครับ

ไร่องุ่นแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาช้านานไม่แพ้ PB Valley เช่นกันที่ผมติดใจจริงๆก็คื่อร้านอาหารสไตล์ Home cooking

ที่นี่เน้นอาหารสไตล์ยุโรบอย่าง Vincotto ที่มีทั้งไวน์ และอาหารฝรั่งหลากหลายให้เราได้ชิมกัน

ตอนเข้าไปผมเลือกจะชิมน้ำองุ่นรสดีและ

ของหวาน ติดใจมากครับ รสชาติเค้าดีจริงๆ


เสียดายไม่ได้สั่งอาหารมาลองดูเห็นเค้าแนะนำสปาเก็ตตี้รสชาติดี และผมก็อิ่มจากร้านก่อนหน้าแล้วเลยอดชิมไป

เข้ามาในร้านก็ต้องติดใจกับบรรยากาศที่นี้ที่ร่มรื่นดีทีเดียว ภายในร้าน ตกแต่งสีสันสดใสดูสบายๆน่านั่งด้วยแล้ว สาวๆน่าจะชอบได้ไม่อยาก

ส่วนที่ผมติดใจจริงๆจะเป็นตรง ริมสระบัว บรรยากาศชิวเหลือเกินเลยจริงๆ บรรยากาศในไร่ก็ดี กับทิวไร่องุ่นสุดสายตาดูกว้างขวาง มีจุดให้เราเก็บภาพได้หลายมุมทีเดียว

รวมถึงร้านขายของที่ระลึกอย่าง "Montino" ที่นำผลิตภัณฑ์ของไร่มาจำหน่ายครับ
ใครอยากลองไปสัมผัสไม่ยากเช่นกัน

สำหรับ map ได้มาจาก เว็บไซต์เช่นกันครับ www.granmonte.com/

----------------------------------------------------------------------------------------------------

outlet village khao yai

ปิดท้ายด้วยแหล่งช้อปปิ้งแหล่งใหญ่ที่อยู่คู่เขาใหญ่และโคราชมานานแล้ว เรียกว่าถ้าคุณเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ และพักผ่อนในรีสอร์ทจนประทับใจกันแล้ว
ขากลับถ้าตังเหลือคงต้องแวะมาละลายทรัพย์ก่อนกลับกันที่นี้ "outlet village khao yai"


ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งแหล่งใหญ่
ที่รวมสินค้าแฟชั่นมากมายที่สุดแห่งนึงของโคราชไว้ที่นี้ครับ

สิ่งที่เด่นก็ตรงสีสันของอาคารทุกหลังที่สดใสจริงๆ ดูยังไงก็เด่นสะดุดตาครับ

ส่วนใหญ่คนที่แวะไปมักจะเป็นตอนขากลับเพราะตัว outlet เองตั้งอยู่ฝั่งด้านขากลับเข้ากรุงเทพฯ
เวลาขับรถผ่านคนส่วนใหญ่ก็ต้องแวะเที่ยวแวะช้อปปิ้งกันก่อนกลับทั้งนั้น
ผมเองแวะแทบทุกครั้งแต่ก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเท่าไหร่ครับ เพราะตังหมดก่อนทุกทีสิน่า

เส้นทางการเดินทางไม่ยากเลยครับติดชิดถนนเส้นหลักขากลับดูกันได้ที่เว็บไซต์ครับ http://outletmallthailand.com/dt_khaoyai/khaoyai_outlet.html

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับตอนแรกนี้ที่แนะนำร้านค้าและที่เที่ยวกันก่อน
ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ไปมาแล้วเก็บมาฝากกันหวังว่าน่าจะช่วยให้คุณๆท่องเที่ยวย่านฮิตอย่างโคราชกันได้บ้าง
อาจจะไม่ครบครันทั้งหมดเพราะผมเน้นที่ๆตัวเองไปสัมผัสมาแล้วจริงๆ เท่านั้น
ยังมีที่แวะเที่ยวแวะกินอีกมากเหลือเกินสำหรับย่านโคราชที่ยังรอให้เราๆไปสัมผัสกันเป็นไปได้จะตามไปเก็บมาเล่ากันอีกแน่นอนครับ
ตอนหน้าจะเน้นไปเป็นที่พักกันบ้างครับยังไงไม่นานนี้นะครับโปรดติดตามตอน 2 ได้ครับ

ขอปิดท้ายที่เบอร์ติดต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยภิบัติจากน้ำ ท่วมนะครับ ตอนนี้ถึงแม้จะมีบางพื้นที่ๆคลี่คลายไปบ้างแล้วแต่ ก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ดีครับ ติดต่อได้ตามนี้เลยนะครับ

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถาม ประสานงานเหตุอุทกภัย

- ศูนย์กลางช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร 1784

- ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องการความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม โทร.1555 และ 0 2248 5115 ตลอด 24 ชั่วโมง

- ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย จ.นครราชสีมา โทร 044-342-652 ถึง 4 และ 044-342-570 ถึง 7

- ประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ โทรฟรี 1669 หรือ 02-591-9769 ตลอด 24 ชั่วโมง

- สอบถามเส้นทางรถไฟ และเวลาเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร 1690

- สอบถามสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา โทร 02-398-9830

- กฟภ.ตั้งศูนย์ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 นครราชสีมา โทร.044214334-5 หรือ CallCenter1129

- สอบถามน้ำท่วม ถ.มิตรภาพ ที่แขวงการทางต่าง ๆ ได้ที่โทร 044-242047 ต่อ 21, 044-212200, 037-211098, 036-461422, 036-211105 ต่อ 24

ขอบคุณเว็บไซต์ข่าวจาก  www.truelife.com สามารถตามอ่านข่าวความคืบหน้าน้ำท่วมจุดต่างๆได้ ที่นี้นะครับ

http://newsreport.truelife.com/blog2/entry/20850

Categories :  One day Trip Tags : แฮนด์เนรมิต , ร้านแนะนำโคราช , ร้านแนะนำปากช่อง , ร้านของที่ระลึกปากช่อง , ร้านretroเก๋ๆ , handneramitr
2010-09-23 11:09:44, 2 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง

header_handneramitr

คนๆนึงจะทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ นั้นคนๆนั้นจะใช้เวลาแค่ไหนน้อ...

คำถามนี้ผุดขึ้นในหัวผมอีกครั้ง ตอนได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง...แถวๆปากช่ิอง

ที่ร้านขายของที่ระลึกในห้องแถว 2 ชั้นเล็กๆ "ร้าน แฮนด์เนรมิต"

ร้านที่ถ้าใครไม่รู้แล้วเดินผ่าน คงอดเหลียวหลังกลับมามองอีกทีไม่ได้

เพราะดูแตกต่างจากบรรยากาศร้านรวงรอบๆ

เรื่องราววันนี้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่เข้าพักที่ "หอมหมื่นลี้รีสอร์ท"

http://1twenty2.truelife.com/blog2/entry/16134

ก่อนกลับมีโอกาสมาแวะเที่ยวปากช่องเพราะร้านนี้ละครับ  ร้านที่ใครหลายคน น่าจะยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

เอาร้านเล็กๆกับความฝันของชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ที่วันนี้...ก่อร่างสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้สำเร็จ

ชมภาพทั้งหมดได้ที่นี้ครับ กับGallery อัลบั้มที่ 77 คลิกที่ link ด้านล่างได้เลยครับ
http://blog.one22.com/pics/one-day-trips/gallery_handneramitr

ผมรู้จัก "Handneramitr" มาร่วมปีเศษ จากการหาที่เที่ยวแถวๆโคราชแล้ว มาเจอที่นี้เข้า

ได้เ้ข้าไปอ่านเรื่องราวความเป็นมาของร้านนี้ แล้วก็สนใจ

ยิ่งสนใจก็ยิ่งอยากไป ทั้งด้วยสินค้าของร้านและที่มาของร้านก็ด้วย...

มาที่นี้ครั้งแรกเมื่อตอนต้นปี ตอนมาเที่ยวปีใหม่ เลยถือโอกาสแวะเข้ามาปากช่องเพื่อตามหาร้านนี้

ไม่ง่ายเลยกับการหาที่นี้ วนไปมาอยู่หลายรอบ แม้จะเลยป้ายด้านซ้ายมือ ที่บอกประตูสู่อีสานมาไม่ไกลก็ตาม

จนสุดท้ายต้องลงเดิน เพราะขับรถหาในซอกซอย แล้วคงไม่รอด...

สุดท้ายก็เจอครับ เป็นร้านเล็กๆขนาดหนึ่งคูหา แทรกตัวอยู่ในตึกแถว

เดินเข้าไปก็พบคนกลุ่มใหญ่ๆกำลังเลือกซื้อสินค้ากันอยู่

ดูรอบๆแล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าร้านเล็กๆแบบนี้จะมีคนแวะมาได้แน่นดีทีเดียว

...นี่ล่ะพลังของ internet...จริงๆ

หลังจากเข้าไป ผมชอบการตกแต่งร้านนี้ครับ Style Retro พิมพ์นิยมของยุคนี้ ดูเข้ากันดีกับรอบๆที่เป็นตึกแถวไม้ 2 ชั้น

ในร้านเต็มไปด้วยข้าวของน่าซื้อหลากหลายอย่าง...

มีทั้ง พวงกุญแจ , เสื้อยืด , สมุดโน็ต, ผ้าพันคอ,กระเป๋า , เข็มกลัด ฯลฯ

อีกหลายๆอย่างที่น่าจะมาจากไอเดียทำเองขายเองของ เจ้าของร้าน

"ก้อง" ผู้ชายร่างสันทัด ที่อยู่หน้า Counter คอยตอบคำถามความต้องการของแขกที่แวะเวียนมาอยู่เนืองๆ

ครั้งแรกที่เจอกันท่าทีแกดูยังไม่ชินกับการเป็นพ่อค้านัก

ทุกครั้งที่ถามอันไหนแล้วงงๆกัน แกก็จะยิ้มโชว์ฟันขาวเลย ดูแล้วก็ขำๆกันดีทั้งคนซื้อคนขาย

หลังจากได้คุยกันทำให้ผมรู้ว่า กว่าแกจะมาเปิดร้านนี้ได้ ก็เป็นเช่นเราๆท่านๆทั่วไป

เป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง

รักการท่องเที่ยวมีกลุ่มท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวบ่อยๆ

บางครั้งก็ออนทริบการกุศลช่วยเหลือนู้นนี้นั้นบ้าง เที่ยวเยอะๆแกเลยชักอยากหยุดอยู่ไหนสักที่นานๆ

หลังทำงานมาได้พักใหญ่ๆคุณก้องก็ลาออกมาทำตามฝันของเค้า นั้นคือกลับมาบ้าน หลังจากเข้ามาไขว่ขว้าหาอนาคตในเมืองใหญ่ อยู่นานถึง 11 ปี
และเริ่มต้นทำสิ่งที่ฝันไว้และปรับปรุงจนมาเป็น ร้านนี้ได้

หลังคุยกันครั้งนั้น จนผมกลับมากรุงเทพฯ กลับเข้าไปค้นๆดูใน เว็บของที่นี้ชอบคำบรรยายของคุณก้องที่ว่า

" ตัดสินใจลาออกจากงานที่ต้องทํา มาลงมือทําสิ่งที่อยากทําด้วยความคิดที่ว่า ถ้าไม่แก่ตาย เรื่องที่ไม่ได้ทำแล้วจะเสียดายมีเรื่องไหนบ้าง "

ประโยคนี้โดนใจครับ หลายๆคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน คงเคยคิดอะไรคล้ายๆแบบนี้มาบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง

เบื่อๆก็คิดถึง ทำนู้นนี้นั้นเยอะๆจนวุ่นก็ลืมสิ่งที่คิดที่ฝันของตัวเองไว้ แต่สุดท้ายคิดไม่สำคัญที่ได้ลงมือทำอยู่ดีครับ

กลับมาที่คุณก้องต่อครับ รีวิววันนี้ไม่เน้นเนื้อหาที่อิงที่สินค้าหรือรูปเท่าไหร่

นั่งคุยกันได้พักใหญ่ๆทำให้ผมพอเดาๆวิธีคิดของเค้าได้บ้าง

ก้องค่อยๆเริ่มจากเล็กไปใหญ่ เน้นว่าทุกอย่างในร้าน ต้องพยายามสร้างด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด

อยากให้ร้านเป็นร้านขายของที่ระลึก ที่คนรุ่นหนุ่มสาวสามารถแวะเวียน มาเยี่ยมชมได้

เรียกว่าคิดถึงกันก็แวะมา(แต่ถ้าซื้อ ของเค้ากลับไปคนทำก็คงยินดี 55) ได้อะไรติดไม่ติดมือกลับไปบ้าง

ผมชอบวิธีการทำธุรกิจแบบนี้อย่างนึงครับ เรียกว่าดำเนินรอยตามคำสอน พ่อหลวงของเราเป๊ะๆ

จะด้วยตั้งใจหรือเพราะทุนทรัพย์ จำกัดก็ตามแต่อย่างนึงคือ ได้ลงมือทำ ให้ทันตามความคิดแล้วนั้นเอง

ประเด็น เล็กใหญ่ไม่สำคัญ อยู่ที่เรา "ลงแฮนด์ก่องหมดแฮง" ดั่งสโลแกนเก๋ๆที่แกว่าไว้นั้นละครับ

การมาปากช่องทั้ง 2 ครั้งหลังสุดของผมจึงอดแวะเวียนมาทักทายที่นี้ไม่ได้

ตั้งใจว่ามีโอกาสแวะเวียนไปอีก จะแวะไปอุดหนุน ถ่ายภาพมาฝาก และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันอีก

ผมเองก็มีฝันแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำให้สำเร็จอย่างใจเหมือนกัน

ฝันหนึ่งในนั้นของตัวเองก็คือทำเว็บนี้ให้ คนเข้าเยอะๆ นั้นเอง สงสัยคงอีกหลายยกทีเดียว  ^ o ^

ถือว่าเป็นรีวิวกึ่งสำเร็จรูปแล้วกันนะครับ

คงต้องให้คุณๆช่วยไปเติมน้ำร้อน ปิดฝารอ 3 นาทีก่อนนะ  และ...

หวังว่า เปิดฝาครั้งต่อไปคุณๆคงเจอ "อะไร" ที่กำลังค้นอยู่นะครับ

และถ้าเจอแล้ว ต้องรีบหน่อยนะก่อนจะหายร้อนและอืดจนกินไม่ได้นะ (^_^)


แผนที่จาก handneramitr  กดที่รูปดูขยายนะครับเข้าไปดูรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี้  http://handneramitr.multiply.com/

รูปเล็กภาพไม่ชัด ใครไปแล้วไม่เจอโทรไปต่อว่าเจ้าตัวได้เลยที่เบอร์นี้นะครับ 0 8 1 - 3 0 8 - 0 0 3 0 และ ถ้ามีโอกาสได้แวะไปคนชื่อ " ก้อง" จะยิ้มทักทายคุณ ครับ

เพราะเบื่อๆเมืองกรุง อยากหาที่เที่ยวใกล้ๆ...

หลังจากนั่งๆนอนอยู่บ้านมาเป็นเดือน...

คนขี้เบื่ออย่างเราจึงเริ่มค้นหาที่พักใหม่ๆจนมาเจอ รีสอร์ทชื่อหอมฟุ้งอย่าง "หอมหมื่นลี้ฮิลล์รีสอร์ท" เข้า

แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วครับ...

หารีวิวก็ยังไม่เจอเลย  ทำให้อยากไปดูด้วยตัวเอง

ลังเลไม่นานเรียกว่าเห็นในภาพแล้วกดเบอร์จองกันแบบไม่คิดมาก

หนนี้ผมเลยขอพาทุกคนมาเที่ยวใกล้ๆกันอีกครั้งท่ามกลาง ฤดูฝนแบบนี้ก็เหมาะสมดีกันดี

ฝนพร่ำๆ...

ลมเย็นๆ ชื้นๆ ขึ้นจมูกแบบนี้ แม๊...สดชื่นดีนักแล

กับที่พักใหม่ๆหมาดๆพึ่งไปมาไม่นานนี้เอง

เอาล่ะไปชม gallery ลำดับที่ 76 กันได้เช่นเคยกับที่พักชื่อหอมขนาดนี้ที่ "หอมหมื่นลี้ฮิลล์รีสอร์ท" คลิกที่ linkด้านล่างได้เลยครับ

http://blog.one22.com/pics/relax/isan/hommuenlee

ความตั้งใจตอนแรกอยากหาที่พักนอกเส้นถนนธนรัตน์ ดูบ้าง เพราะไปแถวๆนั้นชักถี่แล้วเลยหามาจนเจอที่นี้

เห็นชื่อก็ถูกใจพอสมควรครับเก๋จนสงสัยว่าหอมหมื่นลี้นี้คือชื่อของอะไรจน รู้ว่ามันคือดอกไม้นั้นเอง รีสอร์ทตั้งชื่อนี้แสดงว่าเราจะได้ไปเจอแน่ๆเลย

ไปมาก็ไม่ยากหรือจะเรียกว่าง่ายจนน่าตกใจเพราะอยู่ในเส้นทางเข้าปากช่องไปไม่ไกลเลยเดี๋ยวท้ายๆจะเอาแผนที่มาบอกทางกันครับ

หลัง Check in เรียบร้อยผมลองเดินสำรวจรอบๆที่นี้นับว่ายังใหม่มากๆ

บ้านพักตั้งเรียงรายไม่ห่างกันมากแต่ก็ไม่ใกล้จนอึดอัดนะครับ

บ้านแต่ละหลังก็ขนาดเท่าๆกันครับวางตัวไล่ระดับลงมาตามเินินสมชื่อ

โทนสีน้ำตาล earth tone ดูตัดออกมาจากสีเขียวๆของใบไม้ใบหญ้า

ต้นไม้ยังไม่โตนักแต่ก็ปลูกไว้ทั่วทั้งรีสอร์ท

บ้านหลังของเราจะอยู่เบอร์ 102 มองจากด้านหน้าเข้าไปจะอยู่เยื้ยงๆด้านขวาหลังเกือบท้ายที่สุด ก็ดูส่วนตัวดีครับ

ฝั่งซ้ายของรีสอร์ทจะติดลำธาร ด้านนั้นก็จะดูส่วนตัวกว่าอีกนิดหน่อย

หน้าห้องพักครับ จะมีโต๊ะเก้าอี้วางไว้ให้แขกนั่งได้ กลางวันไม่เหมาะเพราะแดดออก

ตกเย็นๆค่ำๆก็น่าจะเหมาะกว่าเพราะมีลมพัดมาใช้ได้เหมือนกัน

เข้ามาดูในห้องกันบ้างครับ ห้องพักที่นี้ทุกห้องเหมือนกันหมด

สภาพภายในใหม่ดีมาก ตกแต่งสไตล์ Modern Country สมกับที่เปิดมาไม่ถึงปีนี้

ภายในเล่นระดับเข้ามาปุ๊บจะเจอชุดรับแขกก่อนเลย

มีขนมปังกรอบใน package ของ resort เองต้อนรับและในตู้เย็นยังมีชาหอมหมื่นลี้ ไว้ให้ดื่มชื่นใจด้วย ผมชิมแล้วชอบครับหอมมากๆเลย

มี LCD TV ติดผนังไว้ให้ข้างในพร้อมรับสัญญานช่องทีวีปรกติได้ชัดเจนครับ บวกกับช่องเคเบิลทีวีท้องถิ่นได้อีกเล็กน้อย

อ่อที่นี้มี wifi ให้เล่นฟรีนะครับขอได้ที่หน้า counter เลย

เตียงนอนเป็นแบบ Single bed มาต่อกัน ขนาดก็ใหญ่นอนสบายเรียกว่านอนด้วยกันไม่มีเบียดครับ แต่ถ้ามาเป็นคู่รักได้เตียง Double Bed ไปเลยจะดีกว่า อันนี้ก็แล้วแต่ชอบอีก

ภายในแสงก็เข้าถึงทุกส่วนได้ครับ

มีประตูกระจกเปิดทั้งสองด้าน แสงเข้าสว่าง

รวมๆผมว่าเค้าจัดได้ไม่เลว

โปร่งและโล่งสบายตา ด้วยสีขาวของผนังและสี Earth tone ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ Build-in ลายไม้ดูสวยงามดีเข้ากันดีครับ

มาดูห้องน้ำกันบ้าง เข้ามาจะเจอที่ล้างหน้า มีกระจกแผ่นใหญ่ขนาดห้องน้ำใหญ่กำลังดีจะออกแนวยาวมากกว่าครับ เค้าจัดวางทุกส่วนอย่างลงตัว จัดวางทุกส่วนออกมาตามการใช้งานได้ดีครับ

แยกส่วนแห้งและเปียกชัดเจน ส่วนชำระอยู่คนละฝั่งกับตรง Shower ห้องน้ำสีสะอาดตาดีครับ

ส่วน Showerจะเป็น ฟักบัวปรกติมีน้ำอุ่นให้ ก็ครบถ้วนดีครับ

มาดูบรรยากาศรอบๆรีสอร์ทกันบ้างนะครับ เดี๋ยวผมพาเดินชมบ้านแบบอื่นๆบ้าง

ที่เห็นเป็นบ้านริมน้ำจะออกแบบสไตล์บ้านไทยประยุกต์

บรรยากาศจะแตกต่างกับบ้านสไตล์ modern ด้านบนเลยครับ

บ้านแบบนี้จะเป็นทรงสี่เหลี่ยมเปิดรับลมได้ทุกด้าน

บ้านเป็นแบบแบบพัดลมนะครับ จะอยู่ติดริมน้ำมีส่วนนั่งเล่นและเป็นที่นวดไทยด้วยอยู่ข้างๆ

เสียดายไม่ได้ขอเปิดชมในห้องครับว่าเป็นยังไง

อ่อห้องน้ำจะเป็นแบบรวมครับ แต่เพราะมีแค่ 2 หลังจึงนับว่าไม่พลุกพล่านครับ

อยู่ด้านหลังบ้านหลังที่สองไป

ตกเย็นย่ำผมออกมาเดินชมส่วนกลางของที่นี้ครับเป็นทั้งส่วนต้อนรับและร้าน อาหารของรีสอร์ท มีชั้นดาดฟ้าให้เดินไปนั่งชมวิวได้ด้วย ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดของรีสอร์ท

ทางรีสอร์ทจะมีเมนูชาบู ชาบูด้วยนะครับ ดูแขกหลายๆคนที่มาเป็นครอบครัวจะชอบกันมาก ผมไม่ได้ชิมเพราะออกไปทานกันขนาดมาก่อนแล้ว

บรรยากาศยามเย็นของรีสอร์ทเองก็สวยใช่ย่อยครับ

ผมขึ้นมาชมแสงสุดท้ายบนดาดฟ้าของร้านอาหาร สวยดีทีเดียว

สีฟ้าตัดกับแสงสีเหลืองของไฟดู contrast กันดีครับ สวย...

หลังจากนั่งเล่นพักใหญ่ ผมเดินสำรวจรอบๆส่วนที่ดูสวยที่สุดอยู่ที่ห้องอาหารนี้เองครับ

อาคารทรงโดมทำให้รีสอร์ทดูเด่นขึ้นมา ใครขับรถผ่านไปมาก็สะดุดตาได้ไม่ยากเลย

บรรยากาศ ยามค่ำคืนดีๆในตัวที่พักคืนนี้มีดาวอยู่บ้างใครมาเป็นคู่น่าจะชอบครับ โรแมนติก...ดีทีเดียว

บ้านพักยามค่ำต้องแสงไฟที่รีสอร์ทเปิดไว้ดูสวยงาม ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มๆ ในบรรยากาศพระจันทร์เป็นใจโรแมนติกดีจัง

ตอนเช้าๆ ผมตื่นมาสูดอากาศดีๆรับอรุณรุ่ง และแสงแรก

แม้จะไม่เห็นแต่บรรยากาศก็เงียบสงบดีครับ

เดินอยู่คนเดียวถ่ายไปเรื่อยๆสงบดีครับ เ

สียดายที่ช่วงที่ผมมาไม่เห็นดอกหอมหมื่นลี้เพราะไม่ใช่ช่วงหน้าฤดู ดอกบานพอดี

ดอกหอมหมื่นลี้จะเป็นดอกเล็กๆ ที่นี้ปลูกไว้รอบๆบริเวณที่พักครับ

ถ้าถึงหน้าฤดูดอกบานคงส่งกลิ่นหอมไปทั่วแน่ๆ

หลังจัดการทุกอย่างตอนเช้าเรียบร้อยก็มานั่งทานข้าวที่ร้านอาหารครับ วันนี้เป็นข้าวต้ม...

อีกจานเป็น ABF น่ากินรสชาติดีทั้งคู่ครับ

หลังจากนี้เราก็ออกกันเลยครับ

เพราะมีจุดไปแวะเที่ยวอีกหลายที่

แล้วจะมาเล่ากันให้ฟังอีกทีนะครับ

ทิ้งท้ายด้วยภาพทางเข้าตอนเช้ามองเข้าไปภายในครับ

รวมๆที่นี้นับเป็นอีกที่ๆน่าพักมีข้อดีที่เรื่องความใหม่และสะอาดสะอ้านดี มากครับ

ห้องพักขนาดกำลังดี จัดวางตกแต่งด้วยอุปกรณ์เกรดดีอย่างสังเกตุได้

ตกแต่งได้สวยงามและต่างจากในละแวกเดียวกัน ราคาอยู่ในเรทไม่ถูกนักแต่ก็ไม่แพงมากครับ

ช่วงนี้มีโปรโมชั่นอยู่ คุณๆสามารถเช็คราคาจากหน้าเว็บไซต์ของรีสอร์ทได้ http://www.hommuenleehill.com/rates_th.html

ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆปากช่องดูจากแผนที่ที่ผมแนบมา(ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์รีสอร์ทหอมหมื่นลี้) วิ่งเข้าไปไม่ไกลจากทางเข้าก็ถึง

เสียดายที่ไม่มีสระน้ำครับ ไม่งั้นจะครบถ้วนทุกอย่างดีทีเดียว

อีกข้อนึงที่อยากนำเสนอ คือถ้าอนาคตมีการขยาย Phase ใหม่หรือทำเพิ่มเติมอยากให้ทำที่พักห่างจากถนนเข้าไปอีกหน่อย

เสียงรถราที่วิ่งสวนไปมาผ่านหน้ารีสอร์ทก็จะลดลงได้บ้าง หรืออาจจะมีการเพิ่มต้นไม้บริเวณริมรั้วติดทางเข้าเพื่อดักเสียง

มีรั้วไม้สวยๆเป็นแนวยาวธรรมชาติกั้นด้านหน้ารีสอร์ทให้เยอะขึ้นกว่านี้ก็จะช่วยลดภาพรถยนต์วิ่งผ่านไปมาได้อีก

แขกส่วนใหญ่มาจากในเมืองอยู่แล้วครับ ย่อมไม่อยากได้ยินเสียงที่คุ้นๆกันดี เพราะไม่งั้นคงไม่หนีมาถึงที่นี้กันแน่ๆ

ส่วนของห้องพักทุกอย่างดีหมด ไม่แน่ใจว่าห้องอื่นเตียงจะมีเป็น Double Bed ไหมถ้ามีแล้วเลือกได้ก็จะยิ่งดีกับแขกเองด้วยครับ

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ

ที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษคือพนักงานทุกคนที่เอาใจใส่ดูแลอย่างดี ทั้งให้ข้อมูลคอยสอบถามในการบริการต่างๆ วันที่ไปเจ้าของลงมาดูแลแขกทุกคนด้วยตัวเอง

คอยมาสอบถามการบริการ ขออภัยที่ไม่ได้ถามชื่อนะครับ แต่เห็นผมเดินถ่ายรูปอยู่ ก็ให้พนักงานมาคอยช่วยเปิดไฟให้เพราะกลัวผมจะถ่ายรูปไม่ไ่ด้

นับเป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับรีสอร์ทที่ใส่ใจเป็นอย่างดี

ส่วนตัวผมอยากให้หอมหมื่นลี้ได้ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งปากช่องสมชื่อ...

อยากให้คนมาเที่ยวด้านนี้กันเยอะๆ เพราะส่วนใหญ่คนจะไม่รู้ว่ามีรีสอร์ทเปิดแถวๆนี้ดีๆหลายที่ครับ

อยากเสนอไอเดียเพียงเท่านี้ สำหรับคนสนใจติดต่อกันได้ตาม link ด้านบนนะครับหรือโทร 080-6038126-7

หนหน้ายังอยู่ในละแวกนี้อยู่ครับจะพาไปเที่ยวร้านน่ารักๆกับผู้ชายนักสู้เพื่อฝันของตัวเองคนนึงครับ เร็วๆนี้เจอกันนะ

อีกจานเป็น ABF น่ากินรสชาติดีทั้งคู่ครับ
Categories :  One day Trip Tags : ร้านโรแมนติกริมน้ำ , ร้านอาหารโรแมนติก , ร้านสำหรับคู่รัก , the deck , amorosa
2010-08-25 09:57:57, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง

ไม่ได้เขียนถึงร้านอาหารมาพักใหญ่ครับ วันนี้เลยหยิบ ร้านอาหารน่ารักบรรยากาศสุดยอดแห่งนึงของกรุงเทพฯ มาเล่าให้คุณๆได้อ่านกัน
 ร้าน "Amorosa" เป็นบาร์เล็กๆอยู่บนชั้นดาดฟ้าเป็นส่วนนึงของร้านอาหารและที่ พัก "The Deck ฺby The River"
ร้านนี้แทรกตัวอยู่แถวๆท่าเตียน กับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีวิววัดอรุณฯอยู่ตรงหน้า
เหมาะที่จะพาคนรู้ใจไปนั่งจ้องตากันอย่างมาก

ผมมีโอกาสไปด้วยความบังเอิญ ประทับใจจริงๆ ทีแรกตั้งใจจะไปถ่ายภาพวัดอรุณแต่หามุมที่จะไม่บังวิว สุดท้ายจนเจอร้านนี้ เจอแล้วเหมือนพบรัก

เพราะทีนี้อร่อยทั้งวิวอร่อยทั้งอาหารกันเลยครับ ด้วยความหิวและไปถึงใกล้เย็นมากไมไ่ด้ถ่ายอาหารมาเลยครับเก็บแต่วิวมายั่ว กันลองชมกันเลยดีกว่านะภาพไม่เยอะนักแต่พอจะเล่ากันได้ อัลบั้มที่ 74 ชมได้ที่นี้ครับ รูปไม่เยอะนักเพราะไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง ภาพ noise กระจายเชียว http://blog.one22.com/pics/eating/amosora
ผมไปถึงก็เย็นแล้วครับ ที่ The Deck ตัว Amorosa จะอยู่ชั้น 3 ดาดฟ้า
ขึ้นไปก็พบกับวิวงามๆของ "วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร" ยามเ็ย็น
ภาพเรือหางยาววิ่งผ่านได้ความเป็นไทยๆที่ฝรั่งต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อ มาชมกันถึงที่

เราขึ้นมากสั่งเครื่องดื่มกันนิดหน่อยจริงๆเจตนาผมอยากเก็บภาพวิวงามๆยามเย็นของวัดอรุณฯด้วย แต่ทางร้านไม่อนุญาติให้ใช้ขาตั้งครับ เพราะเคยมีคนที่มาก่อนหน้าคงจะวางขาตั้ง ไปรบกวนแขกเข้า ....ตั้งแต่นั้นเลยไม่อยากให้เกิดปัญหาอีก ผมไม่ติดใดๆเลยเพราะเข้าใจความรู้สึกของแขกทุกคนดี....ใจเค้าใจเราครับ

ผมเลือกปรับ iso สูงหน่อยภาพจึง noise กันบ้าง
หลังหามุมดีๆวิวงามได้โต๊ะนี้จึงเป็นที่หย่อนกาย กับเครื่องดื่มเย็นๆซักหน่อย
ผมและคนข้างๆก็พร้อมรับลมชมบรรยากาศตรงหน้าจนเก็บภาพลืม noise ไปเลย
 

นั่งไม่นาน วิวงามๆยามค่ำคืนก็มาเยือน ไฟจากพระปรางค์จึงเปิดสว่างไสว
ส่องให้ภาพพระปรางค์วัดอรุณตรงหน้างามจริงๆ.... มิน่า... ฝรั่งเค้าจึงมานั่งอยู่เต็มร้านทีเดียวเชียวล่ะ

 
มุมอื่นๆในร้านผมไม่อยากรบกวนแขกครับเลยไม่ได้เก็บภาพภายในซักเท่าไหร่
เกรงใจครับแต่ละคน
แต่ละคู่ต่างก็มีเวลาของของตัวเอง...เช่นเดียวกัน

ผมเองก็นั่งคุยสลับกับถ่ายภาพเป็นระยะ และตั้งใจว่ามาหนหน้าจะลงไปชิมอาหารน่าทานที่ The Deck ชั้นล่างดูบ้าง
เห็นรีวิวร้านคนไปมาชมกันทั้งนั้น


1ตะเกียง 1มุม กับ2 คนรู้ใจสถานที่ดีๆแสนโรแมนติก ที่ใครมาก็คงประัทับใจได้ไม่ยาก

 
หลายคู่.... หลายคน....


เพื่อนสนิทมิตรสหาย ทุกๆคนที่มาก็ดูน่ารักดีจริงเชียว
แอบเก็บภาพด้านหลังเค้ามา...อย่าว่ากันนะครับผมพยายามหลบสุดๆแล้วจ้า

 
ต้องขอจบด้วยมุมซ้ำๆอีกรูปกับพระปรางค์อันเป็นสมบัติของชาติไทยที่แสนงามเหลือเกินจริงๆ

 
บอกตามตรงชอบที่นี่ครับ.... ถ้าศุกร์นี้คุณไม่ติด drink แบบมันสุดใจที่ไหน อยากได้มุมเงียบๆดนตรี Jazz สลับกับบัลลาด พริ้วๆสบายๆ จะมานั่งกับเพื่อนสนิท แฟนหรือ ถ้าคุณผู้ชายที่อยากได้มุมซึ้งๆ กับคู่ของคุณแนะนำที่นี้เลยครับ

 
สำหรับใครที่สงสัยเส้นทางไปไม่ยากเลย ร้านอยู่ตรงท่าเตียน ครับ อยู่ในซ.ประตูนกยูง
ถ้าขับรถมาจากท่าพระจันทร์วิ่งตามทางเรียบริมแม่น้ำมาจนถึงแยกวัดโพธิ์ร้าน
จะอยู่ตรงบริเวณสามแยกแล้วเดินข้ามถนนมาครับไปสุดซอยจนเจออยู่ขวามือ

ดูภาพจาก แผนที่ของทาง Arun Residence ได้เลยครับ http://www.arunresidence.com เป็นที่พักบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าของเดียวกัน

รีวิวนี้อาจจะแปลกๆหน่อยนะครับเพราะแนะนำร้านอาหารที่ไม่มีอาหารใดๆให้ชมที่ต้องขออภัยจริงๆ

คงไว้แต่อาหารสายตาที่อยากชวนคุณๆไปสัมผัสด้วยตัวเองนะครับ หวังว่าคงพอถูไถกันได้แทนอาหารทางกายที่หาเติมเต็มได้ที่นี้เช่นกันครับ ลากันก่อนนะครับก่อนจะพาไปเที่ยวยาวๆอีกหน ไม่นานเกินไปได้เจอกันครับ

เรื่องราวท่องเที่ยวหนนี้จะพาคุณๆเที่ยวกับครอบครัวเราอีกครั้ง รับวันแม่ที่กำลังมาถึง เป็นการเก็บประสบการณ์ข้ามปีที่ไปมาตั้งแต่ปีก่อนมาเล่าปีนี้ให้ใครที่ยังไม ไ่ด้เที่ยวชมดอกกระเจียว ยังมีเวลาเหลือพอขอให้ใจเราพร้อม (ตังก็พร้อมด้วย)ทุกๆอย่างไม่ยากครับ หนนี้เรื่องเล่ายาวๆอีกรอบนะครับ อย่าพึ่งเบื่อกันก่อนนะ

เอาละไปกันดีกว่านะครับ ภาพทั้งหมดอยู่ใน Gallery ลำดับที่ 73 ครับ ไปชมกันได้เลย
http://blog.one22.com/pics/momtrips/krajiaofield

อีสานโซนที่สวยที่สุดแห่งนึงในฤดูนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯและพาผู้ใหญ่ ไปกันได้ ทริปนี้จึงต้องเก็บกระเป๋าสำหรับ 2 วัน 1 คืนครับ เพราะเป้าหมายครั้งนี้คือ ทุ่งดอกกระเจียว ที่ป่าหินงาม จ. ชัยภูมิ เหมาะกับการพาบุพการีไปชมดอกไม้บนเขา ต้อนรับหน้าฝน

(แผนที่จากเว็บไซต์อุทยานแห่งชาติครับ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของอุทยานและจองบ้านพักกันได้ที่นี้เลย http://www.dnp.go.th/ )

หลังจากขึ้นทางด่วนสายบางปะอิน ที่แวะแรกของเราคือร้านครูต้อ  ร้านอาหารสุดฮิตแถวมวกเหล็ก จ. สระบุรีจะตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพมีทั้งขาเข้าและขาออกทั้ง 2 ฝั่งถ้ามาจากกรุงเทพฯอยู่เลยโลตัสและแม็คโครมาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้วอยู่ก่อนทางเข้าอำเพอหมวกเหล็กนั้นเอง หาที่นั่งดีๆ ได้ ผมเริ่มสั่งสเต็กปลาแซลมอลและสเต็กหมู แต่ที่เป็นเมนูเด็ดแนะนำกันจริงๆ คงหนีไม่พ้นสเต็กเนื้อสัน มีทั้งแบบสันในสันนอก เห็นเนื้อนุ่มๆ ชวนน้ำลายสอ อิ่มจากอาหารจานหนัก เราก็แวะซื้อ กระหรี่ปั้บร้านครูต้อ ขนมขึ้นชื่อของสระบุรีไปกินเล่นในรถกันต่อ

ในฤดูฝนแบบนี้การขับรถชมวิวภูเขาจะดูชุ่มชื่นสวยกว่าที่คิดไว้เยอะ
จากที่เราแวะพักบ้างระหว่างทางรวมระยะทางเกือบจะ300กม.ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงได้
พวกเราก็มายืนอยู่หน้าที่พักที่ อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

หลังจากเลี้ยวรถเข้า สะเลเต ชาเลต์ รีสอร์ท(อ่านรีวิวได้เลยครับตาม linkไปเลย)

ก็พบกับความร่มรื่น ตั้งแต่ทางเข้าแต่ที่ทำให้ติดใจก็คือวิวสวยๆ

และทะเลหมอก บ้านพักเป็นบ้านดิน ตั้งอยู่บนเนินเขาหันหน้ารับลมจากหุบเขา อากาศจึงเย็นตลอดทั้งปี

หลังจัดของเข้าที่พักแล้ว ผมออกมาเก็บภาพสวยๆ และ ดอกกระเจียวแรกที่ผมได้พบก็อยู่ที่นี่ด้วย

เมื่อสมาชิกพร้อมกันที่รถ เราก็มุ่งสู่จุดหมายหนึ่งเดียวของวันนี้  วัดเขาประตูชุมพล

เข้ามาในบริเวณวัด จะพบหอระฆังสูงตะหง่านตั้งอยู่ด้านหน้า
ส่วนภายในดูสงบและร่มรื่นมาก
พวกเราเดินเข้าไปในศาลาทรงสูง เพื่อกราบพระ
และก็ประหลาดใจ ที่เห็นผู้หญิงแต่งชุดน้ำตาลเข้ม เหมือนสีของจีวรพระ แต่ปลงผมแบบแม่ชี
หลังจากได้สอบถาม จึงทราบว่าวัดนี้มีแม่ชีอยู่ถึง 90 คนทีเดียว
และที่ต้องแต่งชุดน้ำตาลเข้มๆ เพราะ สภาพแวดล้อมของวัด ที่เป็นป่าและดินลูกรัง
แถมต้องทำงาน ดูแลความสะอาดในวัดกันด้วย

แม่ชีแนะ ให้ไปไหว้องค์หลวงพ่อโตที่ประดิษฐ์สถานอยู่ตรงทางเข้าด้านหน้าและเริ่มเดิน เข้าไปที่ ประตูชุมพล ซึ่ง เป็นผาหินถูกเจาะรูไว้ ตั้งอยู่บนเนินหินที่ทับถมกันมาเป็นพันๆ ปี

ประตูนี้สูงโดยประมาณ 2 เมตรเศษๆ
นับเป็นงานศิลปะจากธรรมชาติจริงๆ
ทั้งพวงมาลัย และดอกไม้บริเวณใกล้ๆ ยิ่งทำให้ดูน่าเลื่อมใส และศรัทธายิ่งขึ้น
พวกเรากราบพระและเดินลอดผ่านประตู จากนั้นก็พากันไปกราบลาพระ และแม่ชีเพื่อกลับที่พักของเรา

มื้อค่ำวันนี้ เคล้าบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ณ ร้านอาหารของที่พัก
มีวิวภูเขาในหมอก รับลมเย็นๆ ซึ่งพัดมาตลอด อาหารรสเลิศ
ทั้งยำรวมมิตร ต้มยำปลากระบอก  (อร่อยมากๆ ) ผัดผักรวมมิตรกุ้ง
และ ปิดท้ายที่ไข่เจียวปลาเค็ม
สำหรับใครที่อยากทำบาร์บีคิว
ผมสังเกตว่ามีเตาให้ใช้ด้วย คงต้องสอบถาม กันก่อนมานะครับ
ที่นี่ไม่ต้องการแอร์ใดๆ อากาศเย็นถึงเย็นมากตลอดทั้งปี
คืนนั้นเราหลับฝันดี ซุกตัวในผ้าห่มสบายตลอดทั้งคืน

เอก อิ เอ้ก เอ้กก…เสียงไก่ของชาวบ้านแถวนั้นปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ตี 5 ก่อนนาฬิกาปลุกด้วยซ้ำ
เป้าหมายวันนี้จะเป็นที่ไหนไปได้ถ้าไม่ใช่ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม
--------------------------------------------------------------------------------
ดอกกระเจียวจ๋าพวกเรามาแล้ว โชคดีที่อยู่ใกล้ๆกับอุทยานออกจากสะเลเตฯ

ไม่ถึง10 นาทีก็มาถึงป้ายทางเข้าอุทยาน นับว่าใกล้มากๆเลยทีเดียว
ในเขตอุทยาน สองข้างทางเต็มไปด้วยสินค้าและบู๊ทของแม่ค้าขายของที่ระลึก
เดินไปจนถึงจุดผ่านทาง เราเสียเงินค่าผ่านเข้าสู่อุทยานคนละ 20 บาท
และค่ารถบริการไป-กลับทุ่งดอกกระเจียวอีกคนละ 40 บาท ตลอดทางไกด์จะคอยแนะนำถึงจุดแวะต่างๆ

ไม่นานหมอกก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาให้เราสัมผัสอย่างน่าตื่นเต้น
พวกเราลงเดินจากจุดจอดรถ
ไม่น่าเชื่อเลยครับ! ว่าระยะเพียง 5 เมตรจากสายตาของเรา ก็ไม่สามารถมองเห็นคนรอบข้างได้แล้ว

ผมพาทั้งคู่ค่อยๆ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ
จนพบทางแยกเราเลือกไปทางด้านขวาก่อน
เพื่อไปจุดชมวิวสุดของแผ่นดิน ซึ่งมีลักษณะเป็นผายื่นออกไป

เก็บภาพประทับใจแล้ว ก็เดินย้อนลงมาเพื่อเลี้ยวขึ้นทุ่งดอกกระเจียว

การที่มีทางราบคั่นเป็นช่วง ๆ ทำให้ทางขึ้นนั้นง่ายสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับขาหรือเข่า
------------------------------------------------------------------
เดินตามผู้คนไปสักพักก็ค่อยๆเห็นดอกกระเจียวสีชมพู

ไม่นานพวกเราทุกคนก็อยู่ในวงล้อมของดอกกระเจียวบานเต็มทุ่ง แม่ดูจะเพลิดเพลินกับทิวทัศน์รอบๆ จนลืมเหนื่อย

การเดินเที่ยวในนี้ง่ายมาก เพราะเป็นการเดินลงเขาตามทางที่อุทยานทำไว้ให้

มีป้ายบอกข้อห้ามอยู่ชัดเจนข้อที่สำคัญที่สุด ก็คือ
ห้ามฝ่าฝืนลงไปเดินเหยียบพื้นดินนอกเส้นทางเพราะอาจจะทำให้ต้นอ่อนไม่สามารถงอกออกมาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมอีกก็ได้

หลังจากนั้นรถนำเที่ยวก็พามาป่าหินงาม ที่มีหินรูปร่างแปลกๆ มากมาย
ลดหลั่นกันไปตามหุบเขา
ทางเดินเป็นหินที่ต้องปีนป่ายสลับกันกับทางเดินที่อุทยานทำไว้ ทำให้ผมต้องคอยดูแม่เป็นระยะ

เพียงไม่กี่นาทีเราก็มาถึงหินปราสาท ซึ่งเป็นหินชุดแรก มีโครงสร้างเป็นเสา ด้านบนมีหินคล้ายหลังคา ปราสาท

อยู่ไม่ไกลจะเป็นหินชุดใหญ่ใกล้ๆ ลำดับต่อมาคือหินปู่ มีลักษณะคล้ายหินตาที่สมุย

ตลอดการเดินขึ้นไปเรื่อยๆ
พวกเราอยู่กลางหมอกอากาศเย็น
นับเป็นการชมทิวทัศน์ที่แปลกตาในบรรยากาศที่แปลกไปจากปรกติจริงๆ
การเดินหาหินรูปร่างๆต่างๆไม่ยากเลยครับมีป้ายบอกจุดต่างๆให้เราเดินได้ถูกต้องเสมอ

ต่อไปนับเป็นหินไฮไลท์ที่สุดแห่งหนึ่งของที่นี่ เพราะเหมือนถ้วยบอลโลกจริงๆ

เราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงหินเรดาห์ รูปทรงคล้ายเสาสัญญานเรดาห์
เด็กๆ ชอบกันมาก ปืนป่ายกันใหญ่ ผมชวนทุกคนขึ้นต่ออีก
แต่แม่ยกมือขอบายแล้ว
หินนี้จึงเป็นจุดสุดท้ายสำหรับเราทั้งๆที่ยังเหลือหิน ช้างอีกก้อน

โชคดีระหว่างทางจะเจอหินแม่ไก่ให้ได้ดูก่อนกลับ  ทางลงจะเดินได้ง่ายกว่า ไม่จำเป็นจะต้องย้อนทางเก่า หลังจากลงมาพวกเราเดินช้อปปิ้ง ทั้ง 2 ฝั่งทางเดินจะเต็มไปด้วยสิ่งของที่ระลึก ที่เกี่ยวกับดอกกระเจียวมากมายทั้ง เสื้อยืดลายดอก เสื้อเชิรต์ พวงกุญแจ อาหารผลิตภัณฑ์ โอท็อปพื้นบ้าน แม่เองได้ดอกกระเจียวประดิษฐ์เอาไปปักแจกันที่บ้านด้วย

ร้านครัวไทยอีสาน เป็นร้านที่เราฝากท้องมื้อเที่ยง
อยู่ริมถนนจากอุทยานลงมาประมาณ 5 กิโลเมตร
บรรยากาศในร้านสบายๆ ให้เลือกนั่งได้ทั้งด้านในหรือด้านนอก
มาอีสานทั้งทีก็ต้องลองชิมอาหารอีสานกันหน่อยแล้ว

ไก่ย่าง ปลาเผา

ส้มตำของโปรดของแม่

ต้มแซ่บกระดูกอ่อน ข้าวเหนียวร้อนๆ เสริฟพร้อมกับผักนานาชนิด หลังจากอิ่มกันสุดๆ
ผมขับรถย้อนมาซื้อดอกกระเจียวที่มีขายตลอดสองข้างทาง เพื่อนำกลับไปลงดินที่บ้าน

ทั้ง2คนแอบงีบเอาแรงระหว่างทางไปน้ำตกตาดโตน จากอ.เทพสถิตย์
เราใช้เส้นทางวิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 2173
จะพบป้ายทางแยกจากเข้าทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตรก็ถึงครับ

หน้าฝนแบบนี้ปริมาณน้ำเยอะใช้ได้ มีคนมาดำผุดดำว่าย บ้างก็ปีนและเดินตามแนวขอบน้ำตกก็มี

เรานั่งดูและถ่ายรูปกันพักหนึ่ง และมุ่งหน้าต่อไปยัง วัดศิลาอาสน์ ภูพระ นับเป็นวัดสำคัญของชัยภูมิ

เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าองค์ตื้อ
พระพุทธรูปหินแกะสลักท่าปางสมาธิ และพระสาวกอีก 7 องค์
ซึ่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง
ตามประวัติเล่าว่ามักจะมีคนมาบนบานองค์หลวงพ่อตื้อ เพื่อขอลูกชายและส่วนใหญ่ก็สมหวัง
ว่ากันว่าข้าราชการในจังหวัดทุกวันนี้ ล้วนเป็นลูกหลานที่เกิดจากการขอพรท่านทั้งนั้น

บริเวณด้านในศาลาที่สร้างครอบองค์หลวงพ่อ มีน้ำอบ น้ำปรุง ให้อาบองค์ท่านพร้อมดอกไม้ธูปเทียน
มารดาขอสวดมนต์ชุดใหญ่เช่นเคย พร้อมกับโบกมือ ให้เราไปเดินเที่ยวรอบๆ

มีเณรมาคอยอธิบายและเป็นไกด์พาเที่ยว เริ่มจากถ้ำพระยานาค
ซึ่งก็คือปฎิมากรรมพระยานาคครอบอยู่ปากทางเข้าถ้ำ
ถ้ำนี้มีอายุไล่เลี่ยกับวัด ไม่สามารถระบุวันแน่นอนได้
ทุกวันนี้ไม่เปิดให้คนลงไปได้เพราะมีน้ำขังอยู่ตลอด

เณรพาเดินต่อมาถึงจุดชมวิวเป็นผาหินไม่สูงมากนัก ยื่นแหลมออกไปดูแปลกตาเหมือนกัน

พระอาทิตย์เริ่มคล้อย
จุดแวะต่อไปจึงเป็นจุดสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

เราวิ่งตามป้ายบอกทาง มุ่งตรงเข้าเส้นตัวเมือง เพื่อแวะ ศาลเจ้าพ่อพระยาแล***
บริเวณผนังภายในศาล จะมีทั้งประวัติของท่าน และประวัติเมืองเมื่อครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน
มารดายืนอ่านประวัติ และมีน้ำเสียงชื่นชมองค์ท่านตลอดเวลา


หลังจากทำบุญกันแล้วก็เดินกลับออกมากันด้วยความอิ่มใจ
หันมามองหน้ากันเป็นอันเข้าใจว่า trip ปีนป่ายเขาชมดอกกระเจียววันนี้ได้จบสมบูรณ์ลงแล้วที่นี้นั้นเองครับ
ระหว่างทางกลับที่พักผมก็ถามมารดาว่าสนุกไหม
ชอบรึเปล่า
แกตอบยิ้มๆว่า “สนุกสิ ก็ชั้นมากับลูกๆชั้นนี้ แกพาชั้นไปไหนก็สนุกทั้งนั้นละ”
ผมฟังแล้วก็ยิ้มรับ พร้อมกับอธิษฐานในใจให้แม่แข็งแรงแบบนี้นานๆ
เพราะยังมีอีกหลายร้อย trip รอพามารดาไปด้วยกันนั้นเอง

Mom Stations
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สูงวัยมากๆจนไม่สามารถจะปีนเขากับลูกๆได้

จุดที่รถนำเที่ยวแวะจะมีศาลานั่งพักและมีของที่ระลึกเกี่ยวกับดอกกระเจียวขาย

เฉพาะที่ตรงทางขึ้นป่าหินงาม จะมีอาคารรับรองที่เป็นศูนย์วิจัยพันธ์ไม้ให้ได้เดินชมเป็นข้อมูล

รวมถึงมีดอกกระเจียวให้ได้ชมเช่นกัน

จากตรงจุดจอดรถนี้ให้ได้เดินย้อนกลับมาประมาณ ไม่ถึง100 เมตร

จะมีทุ่งกระเจียวขนาดย่อมๆที่เดินง่ายเพราะขึ้นริมถนนกันเลย

สามารถชมและถ่ายภาพได้ใกล้ๆไม่มีใครห้ามครับ เท่านี้ก็ไม่ต้องเสียดายที่อดดูกันแล้วครับ

แนะนำกันหน่อย
ศาลเจ้าพ่อพระยาแล  ตั้งอยู่ริมหนองปลาเฒ่า

อยู่ก่อนถึงตัวเมืองชัยภูมิ ประมาณ 3 กม.ที่ริมน้ำแห่งนี้มีต้นมะขามใหญ่

ที่ว่ากันว่าเจ้าพระยาแลถูกเจ้าอนุวงค์แห่งเวียงจันทร์ ประหารที่นี่ เมื่อปี พ.ศ. 2369

เนื่องจากท่านไม่ยอมร่วมมือในการก่อการกบฎในยุครัชสมัยรัชกาลที่ 3

พระองค์ท่านจึงโปรดให้สร้างศาลด้วยไม้ตั้งอยู่ใต้ต้นมะขาม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2511

ชาวจังหวัดชัยภูมิได้พร้อมใจกันสร้างศาลพระยาภักดีชุมพล(พระยาแล) ขึ้นประดิษฐานรูปหล่อของท่านไว้ภายใน

เพื่อเป็น ที่เคารพสักการะบูชาของชาวเมืองชัยภูมิ



ช่วงเดือนมิย.จนถึงเดือนสค.ทุกๆปีถ้าคุณเป็นคนเที่ยวตามเทศกาลต่างๆหน้าฝนมีหลายๆเทศกาลรอคุณให้ได้ไปสัมผัสมากมายแทบทุกภาค อย่างภาคอีสานของเราเป็นช่วงเวลาน่าเที่ยวมากๆครับ เพราะต้นไม้ใบหญ้าจะเขียวชอุ่ม ขับรถเที่ยวเวลานี้จะเพลินมากๆ วันนี้ผมจึงอยากแนะนำที่พักงามๆแสนสบายแห่งนึงบนเส้นทางไปยังทุ่งดอกกระเจียวจังหวัดชัยภูมิ ที่นี้ผมไปมาเมื่อปีก่อนดองกันครบรอบพอดีเลย (^__^) มาลองชมภาพใน Gallery ลำดับที่ 72 กับที่พักงามๆนอนได้แสนสบาย มีวิวงามๆอยู่รอบๆที่พัก ให้รับโอโซนกันได้ ไปตาม link ด้านล่างครับ http://blog.one22.com/pics/relax/isan/gallery_zalete ไปด้วยกันครับเชิญเลย
การเดินทางไปทีพัก ทางสะเลเตฯได้ทำแผนที่เอาไว้ ผมนำมาลงให้ได้ดูกันตามภาพได้เลยครับ

 
หลังเข้ามาถึงที่นี่ ผมประทับใจมากกับบรรยากาศรอบๆของที่นี้ต้นไม้ครึ้มและสวนสวยๆ ที่พักจะอยู่บนเนินเขาวิวจึงร่มรื่นดีทีเดียวครับ

 
ที่นี้มีบ้านพักอยู่ 2หลังเท่านั้น ค่อนข้างจะเต็มได้ง่ายมาก(ปัจจุบันหลังที่ 3 น่าจะเสร็จแล้ว) หลังนี้จะเป็นบ้านหลังใหญ่เป็นทั้งบ้านพักของเจ้าด้วยของและเป็นที่ทานอาหารทุกมื้อของเรา


ตามมาดูบ้านพักของเรากันครับ วันที่เราเข้าพักเราจองทั้ง 2 หลังเอาไว้เรียกว่าปิดรีสอร์ทกันเลย เดินมาเรื่อยๆจะเจอม้านั่งระหว่างทาง นั่งชมวิวตรงนี้บรรยากาศดีสุดๆ

 
เปิดประตูห้องแรกเข้ามาก็จะเจอเตียงนุ่มๆ ยิ่งห้องทำสีออกปูนๆดูอุ่นๆดี น่านั่งน่านอนสุดๆ

 
มีชุดรับแขกเล็กๆกำลังดีอยู่ด้านหน้า

 
มีทีวีอยู่อีกมุมนึง...และชา กาแฟฟรีครับ

 
ความตั้งใจไม่แพ้โรงแรมหรือรีสอร์ทแพงๆเลยทีเดียว...

 
มาดูห้องน้ำหลังแรกกันบ้างครับ ไม่ได้กว้างมาก แต่ตกแต่งน่ารักดีทีเดียว และแยกส่วนเปียกและแห้งไว้

 
รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ดูใส่ใจดี ดอกไม้ที่เห็นเป็นของจริงนะ...

อีกด้าน...

 

หน้าห้องพักจะมีเก้า้อี้นั่งเอนสบายๆไว้ให้ทั้ง 2 หลัง
 

มาดูห้องพักที่ 2 บ้างเป็นห้องของเราเอง บ้านทั้ง 2 หลังจะไม่ต่างกันมากนักหลังเราจะเป็นบ้านทรง 8 เหลี่ยมภายในกว้างไม่ต่างกับหลังแรก

 
มีมุมโต๊ะรับแขกให้นั่งเล่นนอนเล่นได้เช่นกัน

 
เตียงนุ่มนอนสบายหลังใหญ่ไม่อึดอัดกลิ้งไปกลิ้งมาได้เลย สำหรับคนนอนไม่อยู่สุข ( ^__^ )

 
พัดลมกลางห้องที่กลางคืนไม่ไ่ด้เปิดเลยครับ เพราะหนาวมากกกก ใครขี้ร้อนไม่ต้องห่วงนะครับ สิ่งที่คุณต้องการตอนนอนคือผ้าห่มหนาๆเท่านั้นจริงๆ
 

มาดูห้องน้ำบ้างหลังนี้ผมว่าห้องน้ำดูสวยกว่าหลังแรกเล็กน้อยครับ(ขึ้นอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนนะ)

 
ห้องน้ำหลังนี้จะแคบกว่าเล็กน้อยแต่ความยาวจะยาวกว่า แบ่งเป็น2ด้านสำหรับการใช้งานแยกส่วนเปียกและแห้งเช่นเดียวกับหลังแรก ด้านนี้จะสำหรับอาบน้ำมีน้ำร้อนน้ำเย็นให้ใช้ครับ

 
ฝั่งตรงข้ามผมชอบผนังห้องน้ำฝั่งนี้ เจาะเป็นช่องไฟให้แสงส่องเข้ามาได้สำหรับคุณผู้หญิงไม่ต้องกังวล อะไรเพราะจะอยู่สูงกว่าพื้นปรกติมากและเป็นกระจกฝ้า ไม่โป๊แน่นอน

 
มาดูบรรยากาศรอบๆบ้างครับ ร่มรื่นดีมาก แถวยังเอาของกระจุกกระจุกมาตกแต่งด้วย ถ้าจำไม่ผิด อันนี้จะเอาไว้คล้องคอวัวแต่ผมไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไรนะครับ รีสอร์ทนำมาแขวนไว้ตรงรอบบ้านกลางคืนมีเสียงฟังเพลินๆดี

 
มาดูรอบๆบ้านบ้างร่มรื่นดีจริงๆ

 
บ้านหลังที่ 3 ครับตอนไปปีก่อนกำลังสร้างอยู่เลยแต่มาถึงปัจจุบันนี้น่าจะเรียบร้อยแล้วแน่ๆ หลังนี้จะมีหลังคาให้เดินชมบรรยากาศได้ด้วย น่าพักมากๆ


มาชมบรรยากาศบ้านหลังใหญ่บ้างครับบ้านนี้เป็นบ้านพักของเจ้าของ แต่เปิดส่วนด้านข้างไปจนถึงด้านหลังเป็นร้านอาหาร เรามาทานอาหารทั้งมื้อเย็นและค่ำก็ที่นี้นั้นเอง

 
มีมุมนั่งอยู่หลายมุมตอนค่ำบรรยากาศดีมาก เหมือนมาพักบ้านญาติมากกว่ารีสอร์ท

 
มาถึงอาหารบ้างที่นี้อาหารอร่อยมากๆ แม่ครัวที่ทำอาหารให้เราเก่งดีทีเดียวเริ่มต้นที่ยำครับ รสแซ่บจริงๆ

 

ผัดผักบุ้งครับ

 
ไก่ทอด อันนี้อร่อยสุดๆกรอบนอกนุ่มในเลยทีเดียว

 
จริงๆยังมีข้าวผัดอีกอย่างแต่ผมจัดการก่อนถ่ายเก็บไว้ เลยไม่น่าเอามาอวดนัก...อิ่มดีก็ได้เวลายืดเส้นยืดสายบรรยากาศรอบๆก็เริ่มมืดแล้ว

 
บรรยากาศยามใกล้ค่ำของบ้านใหญ่

 
ระหว่างเดินกลับห้องพักได้เก็บอีกหลายๆภาพ บรรยากาศดีมากๆ คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงรีสอร์ทจึงดูสว่างดีทีเดียว

 
อากาศก็ค่อยๆหนาวมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่นี้ไม่ต้องกลัวร้อนที่คุณต้องการคือเสื้อกันหนาวและผ้าห่มหนาๆต่างหาก

 
หน้าห้องพักห้องแรกไฟจากห้องตัดกับสีของฟ้า เห็นดาวบ้างประปรายด้วยเพราะเป็นคือวันพระจันทร์เต็มดวง


กลับห้องตัวเองครับ คืนนั้นจำได้ก็คือนอนซุกตัวใต้ผ้าห่มทั้งคืนเพราะหนาวมากครับ

 
เช้าวันนี้ผมตื่นเช้ามากออกมาเดินเก็บภาพบรรยากาศรอบๆหนาวดีทีเดียว บรรยากาศยามเช้าหน้าห้องมีเจ้านี้มาเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืน เดินไปไหนก็เดินตามตลอด
รู้สึกเหมือนมีองค์รักษ์ตลอดเวลาดีครับ

 
หมอกยามเช้าปิดแสงจากดวงอาทิตย์ไม่หลุดรอดออกมาได้เลย

 
เจ้านี้ล่ะครับไปไหนไปกันคอยเดินคุ้มกันเราอยู่ห่างๆ


มาดูอาหารเช้านี้ก่อนเราจะเริ่มต้นออกไปชมดอกกระเจียวกัน น่ากินมากแม่ครัวก็ตกแต่งสวยงามมาก รสชาติก็โอเคด้วย

 
อีกจานครับเป็น ABF + ข้าวต้ม ไก่ทอดอร่อยดีทีเดียว เห็นแล้วก็หิวเลย

 
อิ่มสุดๆก็เดินชมบรรยากาศรอบๆรีสอร์ทต้นไม้ดอกไม้สวยครับถือเป็นอีกรีสอร์ที่บรรยากาศดี มากๆทีเดียว จากนี้เราก็ออกไปตะลุยชมทุ่งดอกกระเจียวกันแล้วครับ
ที่นี้ถือเป็นที่พักที่ดีมากๆทั้งบรรยากาศและตัวห้องพักทั้ง 2 ห้อง(ห้องที่สามก็คงไม่ต่างกัน)
รวมๆ ทั้งการต้อนรับที่ดีจากพนักงานทุกคนในรีสอร์ท อาหารจากแม่ครัวที่วางใจได้ แม้จะมีข้อกังวลอยู่บ้างก็คือ ห้องพักที่มีน้อยเหลือเกินอาจจะไม่สามารถรองรับแบบหมู่คณะัได้และคงจองยากมากแน่นอน แต่สำหรับครอบครัวเล็กๆหรือขนาดกลางก็จะได้รับการต้อนรับและการดูแลที่ดีจาก สะเลเตฯแน่นอนครับ

ตอนเรากลับยังมีเทียนไขเป็นรูปดอกกระเจียวใส่กล่องใหญ่เป็นของฝากให้เราเป็นที่ระลึกอีกต่างหาก สุดจะประทับใจในความใส่ใจเหล่านี้มากๆครับ ยิ่งอากาศหน้าฝนยังเย็นขนาดนี้ หน้าหนาวผมว่าที่นี้ต้องหนาวสุดๆแน่ๆ

ถ้าคุณอยากไปชมดอกกระเจียวในหน้าฝนนี้ และอยากได้ที่พักที่เงียบมีความเป็นส่วนตัวมากๆ ที่นี้น่าจะเหมาะกับคุณครับ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณเปิ้ลเบอร์ 081-815-1543 เว็บไซต์ครับ http://www2.asis.co.th/zaletechalet/contact.html

ถ้าคุณเคยผ่านสนามหลวงตอนเช้าในวัน พระที่อากาศแจ่มใส คุณจะพบบรรยากาศที่แสนคุ้นเคยของสังคมไทยเรา ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาในชุดสีขาวมาคอยใส่บาตรพระสงฆ์ ดูสมกับเป็นสังคมไทยที่แสนคุ้นเคย ที่พาคุณๆมาเช้าขนาดนี้เพราะวันนี้จะพาแม่ไปทำบุญไหว้พระกัน โดยมี concept ที่ไม่ธรรมดาด้วย
 
จะเป็นการพาไปไหว้พระนอนกันให้ได้ 9 วัด เพราะงั้นเช้าจรดเย็นวันนี้ต้องทั้งสนุกและได้บุญแน่นอน


วัดแรกของทริบคือ วัดโพธิ์ ใกล้กับสนามหลวงนั้นเองหรือชื่อเต็มคือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 1 เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ภายหลังที่ย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงเทพฯพระองค์ทรงโปรดให้ทำการบูรณะวัดเก่า แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ให้เป็นวัดในเขตบรมหาราชวัง โดยใช้เวลาถึง 7ปี 5 เดือน จึงแล้วเสร็จและโปรดพระราชทานนามให้ใช้โดยทรงให้จัดพิธีเฉลิมฉลองขึ้นในปี 2344


พาแม่เข้าไปภายในก็จะพบกับความงด งามของสถาปัตยกรรม โบสถ์ เจดีย์ วิหาร และเอกลักษณ์ของที่นี่ก็คือ ยักษ์ วัดโพธิ์ รูปปั้นจีนขนาดใหญ่ในชุดฝรั่งย้อนยุคยืนเฝ้าอยู่ตามซุ้มประตูในวัด


เดินเข้ามาจนถึง พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ที่แสนงดงามด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนพระเจ้า แผ่นดินทั้งสี่รัชกาลอันได้แก่ รัชกาลที่ 1 พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชรจะเป็นกระเบื้องเคลือบสีเขียว รัชกาลที่ 2  พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน เป็นกระเบื้องสีขาว รัชกาลที่ 3 พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร เป็นกระเบื้องสีเหลือง รัชกาลที่ 4พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย กระเบื้องเคลือบสีขาบหรือน้ำเงินเข้ม
 

เราพาแม่เดินมาจนถึงที่ตั้งใจนั้นคือ พระ วิหารพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และทรงโปรดให้สร้างโบสถ์ครอบในภายหลัง ด้านในเป็นที่ประดิษฐาน องค์พระนอนองค์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีลักษณะพิเศษ คือพระบาทซ้ายและขวาจะซ้อนเสมอกัน โดยประดับมุกภาพมงคล 108 ประการเป็นศิลปะที่ผสมผสานความเชื่อและความงดงามจากจีนและไทยจนได้ชื่อว่า เป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของประเทศไทย


แปดโมงเศษก็มาถึงจังหวัดนนทบุรี และวัดที่ 2 ที่มาก็คือ วัดราษฎร์ประคองธรรม วัดนี้อยู่ใน อ.บางใหญ่


เข้ามาถึงก็เจอองค์หลวงพ่อพระนอนองค์ ใหญ่อยู่ด้านหน้า พาแม่เข้าไปกราบกันใกล้ๆเสร็จ ก็ควรพาแม่เดินเข้าไปด้านในอุโบสถเพื่อไปสักการะ องค์หลวงพ่อซำปากง ตามประวัติของวัดสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ขาดการดูแล จนมีค้างคาวมาอาศัยอยู่กันมากเข้า จนชาวบ้านเรียกติดปากว่าวัดค้างคาว พอถึง พศ.2493 ชาวบ้านจึงช่วยกันบูรณะปฎิสังขรจนงดงามมาจนถึงปัจจุบันนี้ 


ที่นี้ไม่ได้มีดีแค่นี้เท่านั้น ท่านเจ้าอาวาส องค์ปัจจุบันยังได้สร้างมหาเจดีย์ไว้บนยอดซุ้มหลังคามณฑป สร้างครอบองค์หลวงพ่อพระนอนด้วยความมุ่งมั่นของท่านที่จะสร้างจำลององค์พระ มหาเจดีย์สำคัญของไทยมาไว้ที่นี่ถึง 3 มหาเจดีย์ด้วยกัน หลังจากทำบุญกันเสร็จก็ได้เวลาล้อหมุนกันต่อไปยังวัดต่อไปเป็นวัดที่ตรง concept ทุกอย่างตั้งแต่ชื่อวัด


วัดพระนอน
อยู่ใน อ.บางใหญ่ตั้งอยู่ในซอยเดียวกับวัดส้มเกลี้ยงนั้นเอง หลังจากจอดรถกันใกล้ๆอุโบสถที่ดูอายุ น่าจะหลายร้อยปี ปัจจุบันที่วัดกำลังบูรณะซ่อมแซมตัวอุโบสถอยู่ พาแม่เข้าไปภายในก็จะพบองค์พระนอนสีทองอร่ามให้ทุกคนได้กราบและทำบุญกัน ไม่นานได้พบท่านเจ้าอาวาสซึ่งก็ได้เล่าความเป็นมาให้กับพวกเราฟังว่า


วัดนี้สร้างขึ้นปี 2388 มีความเชื่อของชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาถึงความมหัศจรรย์ขององค์พระนอน เช่นเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ของเมืองนนทฯ เมื่อครั้งปี 2485 ที่น้ำท่วมทั้งวัด เแต่ที่น่าแปลกก็คือตรงบริเวณอุโบสถ น้ำกลับไม่ท่วมเข้าไปทั้งที่เป็นพื้นที่ระดับเดียวกัน นับเป็นเรื่องเล่าถึงความมหัศจรรย์ขององค์หลวงพ่อ พอแม่ได้ฟังก็บอกว่าจะชวนเพื่อนๆให้มาช่วยทำบุญกัน


หลังจากกราบลาท่านเจ้าอาวาส ก็มุ่งหน้าไปยังวัดใหญ่อีกแห่งในเมืองนนท์ฯ อยู่ใน อ.ปากเกร็ด นั้นคือ
วัดกู้ วัดดังของปากเกร็ด  มาถึง 5 แยกปากเกร็ดวิ่งตรงเข้าไปตรงท่าน้ำให้กลับรถใต้สะพานพระรามสี่ ตัววัดกู้จะอยู่ซอยฝั่งตรงข้ามทางเข้าและตลอดซอยจะมีป้ายบอกทางไปตลอด ไม่นานก็เจอกำแพงวัดสีขาวมีป้ายชื่อวัดบอกชัดเจน เลี้ยวเข้าไปจะเจอกับองค์หลวงพ่อพระนอนองค์ใหญ่ในวิหาร


เราจอดรถและเดินเข้าไปพบป้ายบอกเล่า ประวัติไว้ว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปีพศ.2295 เดิมชื่อ วัดหลังสวน ต่อมาเมื่อปี 2423 องค์พระอัครมเหสีในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสบางปะอินแต่เกิดอุบัติเหตุ เรือพระที่นั่งของพระองค์ล่มสิ้นพระชนม์ลงในบริเวณวัดนี้เอง ภายหลังมีการกู้พระศพและซากเรือขึ้นมาที่วัดแห่งนี้ จึงได้ชื่อวัดกู้มาตั้งแต่นั้น

หลังจากกราบมัสการกันเสร็จพวกเรา เดินออกมา เงยหน้ามองตะวัน ดูใกล้จะตรงหัวเต็มที่ได้เวลาจะพาแม่มุ่งหน้าไปหาอะไรทานที่อยุธยากันดีกว่า
ขึ้น ทางด่วนสายบางปะอินทร์ วิ่งมาชั่วโมงเศษ พวกเราก็เข้าสู่ตัวเมืองด้านในให้วิ่งมุ่งมาทางตลาดหัวรอ ผ่าน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจันทรเกษม สังเกตุสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาเข้าถนน ป่ามะพร้าว เพื่อพาแม่มายังร้านดังแถวนี้ซึ่งมีด้วยกัน 3 ร้านด้วยกัน


เริ่มที่  ร้านก๋วยเตี๋ยวเจริญ รุ่งเรือง ร้านดังเก่าแก่ของอยุธยา เมนูสุดฮิตของร้านที่อยากแนะนำให้แม่สั่งกันคือ

เย็นตาโฟทะเล และยำทะเล รอไม่นาน อาหารก็มาวางตรงหน้าดูน่าทานเหลือเกินมีมาครบครันทั้งกุ้งใหญ่ ปลาหมึกสดชิ้นโตและแมงกะพุน


ส่วนยำที่เสริฟมาพร้อมกันก็อร่อยและ เป็นยำทะเลจริงๆจนไม่คิดว่าเราอยู่ในอยุธยานึกว่าอยู่ริมทะเลเสียอีก


ถัดมามี ร้านหมูสะเต๊ะชื่อดังเก่าแก่ที่ใครๆในอยุธยารู้จักกันดีว่า ร้านหมู สะเต๊ะเฮียแกละ


อร่อยขนาดไหนสังเกตุจากป้ายการันตี จากสำนักต่างๆที่แปะข้างฝาร้านได้ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อหมูนุ่มลิ้นกำลังดี ย่างมาร้อนๆเสริฟพร้อมกระจาด และน้ำจิ้มที่รสชาตดีอย่าบอกใคร นอกจากเนื้อหมู ยังมีไส้อ่อนและตับย่างสั่งมาเสริมทัพกินได้อีกด้วย



ติดกันเป็น ร้านอาหารทะเลอาจิว ร้านนี้ดังไม่แพ้กัน ข้าวกระเพราทะเลแสนอร่อย สำหรับคนชอบรสจัดน่าจะถูกใจ และถ้าไม่อิ่มจะสั่งหมูสะเต๊ะมาทานแกล้มด้วยก็ได้ นับว่ามาแถวนี้แม่ไม่มีผิดหวังแน่นอน  นั่งพักอิ่มกันดีพวกเราก็เริ่มต้นการทำบุญช่วงบ่ายกันต่อ


อยู่ในอยุธยาคุณสามารถพาแม่ไปไหว้พระ ได้ง่ายเพราะทุกสี่แยกจะมีป้ายบอกทางไปวัดต่างๆเสมอ โดยเฉพาะวัดดังอย่าง วัดใหญ่ชัยมงคล วิ่งออกมาสู่ถนนหลักขับรถข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวร-มหาราช จนถึงวงเวียนสี่แยกเลี้ยวขวาวิ่งตามป้ายบอกทางไม่ถึงอึดใจก็ถึง ไม่รีรอที่จะเข้าไปกราบนมัสการ



องค์พระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารปางไสยาสน์
ประวัติที่น่าสนใจขององค์หลวงพ่อคือ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราช โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนมาสักการะบูชาและปฎิบัติกรรมฐาน แต่เพราะเสียกรุงอยุธยาจนทำให้องค์พระและวิหารเสียหายมาก ปัจจุบันส่วนของวิหารยังคงเห็นเพียงโครงเสาบางส่วน แต่องค์เก่านั้นได้ถูกขุดทำลายจนพัง องค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่สร้างขึ้นใหม่


มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับองค์พระว่า หากใครสามารถนำเหรียญไปติดที่ฝ่าพระบาทขององค์พระได้โดยไม่หล่นลงพื้นจะหมาย ถึงว่าคำอธิษฐานนั้นจะสำฤทธิ์ผลสำเร็จตามปราถนา หลังจากกราบกันเสร็จพวกเราพยายามลองทำดูบ้างมีแม่ทำได้อยู่คนเดียวจนรีบ อธิษฐานเสียยกใหญ่ มาทั้งทีควรเก็บภาพประทับใจของครอบครัวโดยมีพระมหาเจดีย์เป็นวิวประกอปอยู่ ด้านหลังไว้ก็น่าจะดีไม่ใช่น้อย ตัวมหาเจดีย์ดูยิ่งใหญ่และน่าเลื่อมใสศรัทธาแม้จะถูกเผาทำลายเมื่อครั้งเสีย กรุง แต่เพราะการบูรณะจากกรมศิลป์ฯจึงทำให้เราได้ชื่นชมและกราบไหว้กันมาถึง ปัจจุบัน


วัดต่อไปยังคงอยู่ในเมืองกรุงเก่า แห่งนี้ วิ่งมุ่งสู่บริเวณมรดกโลกชั้นใน เพื่อไปยัง วัดโลกยสุธา หรือคนที่นี่เรียกว่าวัดพระนอน หลังจอดรถและเดินมาใกล้ๆองค์พระเพื่อจะกราบ อยู่ๆก็มีเสียงเล็กๆเสียงนึงทักพวกเราจากด้านหลังให้หันไปสนใจว่า “อยากทราบประวัติหรือไม่ครับ”


พวกเราหันกลับไปมองตามเสียงทักนั้นก็ พบกับไกด์น้อยๆที่ยืนยิ้มเตรียมพร้อมเข้ามาแนะนำเราอย่างทมัดทะแมง แม่พ่อมองด้วยสายตาเอ็นดูและไกด์น้อยๆก็เริ่มทำหน้าที่จนทราบว่า


พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดของอยุธยา สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง และถูกพม่าเผาทำลายลง จนวิหารที่ปลูกสร้างครอบไว้ไม่เหลือคงไว้แต่องค์พระที่ได้รับการบูรณะขึ้นมา โดยตลอดจนถึงครั้งสุดท้ายในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นับว่าเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งของอยุธยา
หลังจากฟังจบก็ต้องจับมาคุยกัน หน่อยว่าเป็นใครมาจากไหน ทำให้รู้ว่าเป็นนักเรียนที่มาทำหน้าที่ไกด์คอยแนะนำให้ความรู้และตอบข้อ สงสัย กับนักท่องเที่ยวที่แวะมาวัดแห่งนี้ในวันหยุด นับเป็นการใช้เวลาว่างที่มีประโยชน์ แม่ก็ไม่ลืมจะตบรางวัลให้เป็นสินน้ำใจที่ปฎิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม หลังจากรับรางวัลแล้วไกด์ของเราก็ไม่ลืมจะไหว้ขอบคุณพร้อมยิ้มละไมก่อนจะจาก ไปแนะนำนักท่องเที่ยวคนอื่นต่อ หลังจากแอ็คท่าถ่ายรูปกันพักนึงพวกเราก็ได้เวลาไปกันต่อ ตอนนี้เวลาเข้ามาบ่ายกว่าแล้ว ยังเหลืออีก 3 วัดที่ต้องไปกันและ


วัดถัดไปต้องวิ่งข้ามอำเภอมาจนถึง อ. ท่าเรือ ทีเดียวใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงพวกเราก็มาถึง
วัดสะตือ พุทธไสยาสน์ วัดสำคัญของชาว อ.ท่าเรือ สร้างขึ้นโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี หลังจอดรถเราพาแม่เข้ามาภายในวัด วันนี้รอบๆมีตลาดนัดอยู่ เดินเข้าไปก็จะพบพระนอนองค์ใหญ่มากอยู่กลางแจ้ง หลังจากนำดอกไม้ธูปเทียนถวายสักการะเรียบร้อยก็ได้ทราบประวัติขององค์พระนอน หลวงพ่อโตว่าเป็น พระนอนที่สร้างขึ้นมากลางแจ้งที่มีความยาวที่สุดของไทย คือยาวถึง 50 เมตร สร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พศ.2413 ก่อนพระพุฒาจารย์จะถึงแก่มรณภาพ 3 ปี ว่ากันว่า ชื่อวัดมาจากในสมัยก่อนบริเวณวัดมีต้นสะตือใหญ่อยู่นั้นเอง


นอกจากองค์พระนอนแล้ว ในบริเวณยังมีวิหาร ที่ภายในมีช้างอธิษฐานเสี่ยงทายที่คนศรัทธากัน ทางวัดเองก็มีการจัดงานเทศกาลให้คนได้มาปิดทององค์พระปีละ 2 ครั้งคือในกลางเดือน 5 และกลางเดือน 12 ทุกปี ไม่นานพวกเราก็กลับมาพร้อมกันที่รถ  ตอนนี้ลูกๆทุกคนเริ่มเป็นห่วงว่าคนแก่จะเริ่มเหนื่อยไหมแต่แม่ก็หันมาบอกว่า สู้ตายลูก ไปกันต่อเลยให้สมกับที่เราตั้งใจกันไว้ ได้ยินดังนี้ก็ทำให้กำลังใจในการบากบั่นของเราเพิ่มขึ้นมาก เพราะวัดถัดไปนี้เป็นการขับรถข้ามจังหวัดกันอีกครั้งเป้าหมายคือ
 

วัดขุนอินทรประมูล
จังหวัดอ่างทอง เรามาถึงบริเวณกันช่วงบ่ายคล้อยแล้ว วัดสามารถมองเห็นองค์พระนอนได้แต่ไกล ไม่รอช้ารีบพาแม่เข้าไปกราบองค์หลวงพ่อพระนอนพุทธไสยาสน์สีขาวตรงหน้า ดูใกล้ๆก็ต้องบอกว่า เป็นองค์หลวงพ่อที่ใหญ่เหลือเกินสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีความยาวถึง 50 เมตรเช่นเดียวกับองค์หลวงพ่อโตวัดสะตือแต่มีความใหญ่โตมากกว่า


วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้น ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เดิมมีวิหารสร้างครอบแต่ถูกไฟไหม้เผาทำลายไปจนหมดคงเหลือแต่องค์พระมาจนถึง ปัจจุบัน สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นมาในสมัยเดียวกันกับพระนอนจักรสีห์เนื่องจากเป็น ศิลปะการสร้างในแบบสุโขทัยเหมือนกัน

ในอดีตมีเรื่องเล่าถึงผู้สร้างคือขุน อินทรประมูลได้นำเงินที่ยักยอกมาสร้างองค์พระจากเดิมยาวเพียง 40 เมตรให้เป็น 50 เมตร แต่ภายหลังถูกพระมหากษัตริย์ทรงจับได้แต่ไม่ยอมบอกถึงที่มาของเงินจึงถูกลง โทษเฆี่ยนจนตาย จึงได้ตั้งชื่อวัดไว้ตามชื่อขุนอินทร์ตั้งแต่นั้นมา


ใช้เวลากันพักนึงก็ได้เวลาพาแม่ไปต่อ และต้องรีบกันหน่อยแล้วล่ะ เพราะวัดนี้นอกจากเป็นวัดสุดท้ายยังเป็นจังหวัดสุดท้ายที่เราต้องไปกันคือ จังหวัดสิงห์บุรี วัดนี้คือ
วัดพระนอนจักร์สีห์วรวิหาร นั้นเอง


กว่าเราจะมาถึงตัวจังหวัดกันก็เย็น มาก เกือบจะไม่ทันได้เข้าไปกราบองค์พระ* และช่วงที่ไปเป็นช่วงที่บูรณะองค์พระนอนอยู่พอดี กำลังลงรักรอปิดทองจะว่าไปผมถือว่าเราโชคดีที่ได้ชมองค์พระนอนฯในมุมที่แปลก ไปคือเป็นสีดำเกิดจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้มาลงรักไว้ก่อนที่จะกลับมา เป็นองค์สีทองเหลืองอร่ามสืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ประวัติขององค์พระมีการคาดเดากันว่า เป็นพระนอนที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เวลาใกล้เคียงกันกับพระนอนขุนอินทรประมูล มีความยาว 47 เมตรประดิษฐานอยู่ในวิหาร ภายในบริเวณรอบๆวัดได้ปลูกต้นสาละไว้โดยรอบ


เคยมีความเชื่อเกี่ยวกับองค์พระว่า ถ้าใครได้มากราบไหว้ขอพรเรื่องสุขภาพ โรคภัยจะหายได้โดยไว ร่างกายจะแข็งแรงไม่มีโรคภัยกลับมาเบียดเบียน จึงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามากราบไหว้กันทุกวัน คุณๆที่พาแม่มาอย่าลืมแวะกราบ องค์พระกาฬ พระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และ พระแก้ว พระหล่อปางสมาธิ ที่อยู่ภายในวิหารด้วย เป็นพระพุทธรูปล้ำค่า รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพระประธานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้า ราชการในสมัยก่อน  จากนั้นอย่าพลาดที่จะพาแม่เดินชมรอบๆในวิหารที่มีองค์พระโบราณมากมายรวมถึง ธนบัตรและเหรียญตราเก่าแก่หายากที่ทางวัดนำมาจัดแสดงก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ กันเลยทีเดียว


ไม่นาน ทางวัดก็แจ้งว่าถึงเวลาปิดแล้ว พวกเราก็ทยอยกันเดินกลับออกมาด้านนอก และเป็นอันว่า ทริบทำบุญไหว้พระนอน 9 วัดของเราสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายทุกประการที่วางไว้สมกับที่อยากพาแม่มาทำ บุญกันให้ได้
ขากลับจะพาแม่แวะทานอาหารกันที่อยุธยาก็เป็นอะไรที่ดี แล้วค่อยบึ่งรถยาวจนถึงกรุงเทพฯ ทุกคนล้วนยิ้มและมองตากันอย่างเข้าใจนับเป็นอีกทริบที่ถึงแม้จะเหนื่อยกัน บ้างเพราะต้องเดินทางกันถึง 4 จังหวัดแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขใจที่มีโอกาสได้ทำบุญและถือเป็นกิจกรรม สำหรับการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราให้อบอุ่นและสุขล้นหัวใจกัน ทั่วหน้า

Mom Station
การเดินทางพาผู้ใหญ่เที่ยวไหว้พระ นอนจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวเท่านั้นและที่สำคัญก่อนเดินทางต้องพักผ่อนให้พอ เพราะต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้า ไม่ได้มีบริษัททัวร์ใดจัดแบบเฉพาะเช่นนี้ได้จึงควรจะเตรียมวางแผนการเดินทาง โดยศึกษาเส้นทางก่อนจะเดินทางจริงเสียแต่เนิ่นๆเพื่อให้แม่ๆของเราได้สนุกมี ส่วนร่วมเข้าใจถึงสถานที่ในการเดินทางทำบุญครั้งนี้ได้และที่สำคัญควรพก หนังสือหรือคู่มือท่องเที่ยววัดไว้ด้วยเป็นการได้ศึกษาถึงวัดและจุดแวะจะได้ ไม่หลงจะทำให้เสียเวลาและอาจจะไม่สำเร็จตามเป้าหมายทั้ง 9 วัดได้ครับ
*วิหาร วัดพระนอนจักรสีห์ จะเปิดและปิดเป็นเวลาเพราะฉะนั้นต้องวางแผนการเดินทางให้ดี
โดย จ-ศ เปิด 8.00 – 17.00น. วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษอื่นๆ เปิด 7.30-17.30 น.